แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

"ค่าเงินบาท" กับ ชาวนา มันเกี่ยวข้องกันอ่ะ


"ค่าเงินบาท" กับ ชาวนา เกี่ยวข้องกันแล้ว ... และ Technical ก็เกี่ยวข้องกับ Fundamental ...โอว!! มันซักจะซับซ้อนกันไปใหญ่แล้ว -- แต่ผมอยากจะ เอามาเล่าให้ฟัง

จริงๆ แล้ว เรื่องของ Fundamental กับ Technical มันสามารถเอามาใช้ร่วมกันอย่างดี ...ยกตัวอย่าง ค่าเงิน ..ถ้าใครอ่านข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ จะเห็นว่า นักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่า เงินดอลลาร์ กำลังแข็งตัว ..ใช่!! ดูจาก Trend ก็รู้ เพราะมัน Break Trendline สำคัญ ...ซึ่งในมุมของ Technical เราสามารถ คาดการณ์ไปถึงว่า "เงินดอลลาร์ จะแข็งไปถึงจุดไหน!!" ...นั่นคือ เสน่ห์ แต่ข้อจำกัดก็มี เพราะ Technical จริงๆแล้วคือ "ความน่าจะเป็น" (ดังนั้น ตีความตรงนี้ให้เข้าใจ คือ ความน่าจะเป็น แปลว่า มันจะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ ...ผู้ใช้จึงควรมีจุด "Stop ความเสี่ยงที่ชัดเจน" และนี่คือ หัวใจของเครื่องมือความน่าจะเป็น)

การนำมาใช้ ...ถ้าเราเห็นการ แข็งค่าของ ดอลลาร์ แล้วเราวัด Target ของการไปของราคาได้ เราก็ เฝ้าดูการวิ่งของมัน ...จากนั้น เมื่อถึง Target เราก็ยิ่งต้องมาดูอย่างใกล้ชิด ตรงจุดนั้น มักจะมีสัญญาณบางอย่างที่เตือนเรา ..คนที่เข้าใจ ก็ใช้สัญญาณนั้นในการตัดสินใจต่อไป ...ซึ่งคนที่เข้าใจ ในเรื่องของ Technical และ Target Price ..เขาก็มักจะสามารถรักษาตัวรอดได้ดีกว่า คนที่ไม่มีเครื่องมือ ...จริงๆ มันก็แค่นั้นเอง

มาดูในส่วนของ Fundamental หรือ พื้นฐาน ...เรื่องของเงินดอลลาร์ มันขึ้นลงตาม Demand & Supply ของดอลลาร์ ..ดังนั้น ปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับ เงินดอลลาร์ในระยะจากนี้ไปคือ เรื่องของ QE เพราะ การทำ QE แต่ละครั้งคือ การพิมพ์เงิน (เพิ่ม Supply ของดอลลาร์ ..มันเลยอ่อนค่าไง) -- ดังนั้น การทำ QE แต่ละครั้งจะทำให้ดอลลาร์อ่อน แล้ว Asset ต่างๆ รวมถึง หุ้น ทอง Commodity จะวิ่งขึ้น !! แต่ข้อเสีย ก็คือ เมื่อ Asset วิ่งขึ้น เงินเฟ้อก็วิ่งขึ้น -- ค่่าครองชีพก็สูง คนจนก็ยิ่งซวย แล้วใครจะเลือก​ โอบามาล่ะ (เห็นไหมครับว่า ประเด็นต่างๆ มันเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ พื้นฐาน ไปจน Technical )

...การเลือกตั้งของ US ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ ...เพราะมัน ช่วยให้เราคาดการณ์ได้ว่า QE จะต้องทำในเวลาไหน ...

สรุป "ค่าเงิน" มันกระทบกับทุกชีวิตบนโลก เพราะมันส่งผลกระทบต่อ "เงินเฟ้อ" ...และ การค้าขายของทั้งโลก ...นักธุรกิจ และ ผู้ประกอบการ จึงควรทำความเข้าใจเครื่องมือต่างๆ ทั้ง Fundamental และ Technical  จึงจะได้เปรียบ ในสงครามเศรษฐกิจในโลกใบนี้

...การแข็งค่าของ US เป็นเรื่องเรื่องที่ดี เพราะ อเมริกา จะได้ ทำ QE ง่ายหน่อย ...และเมื่อทำ QE พวก Asset อย่าง หุ้น ทอง Commodity มันก็จะพุ่งขึ้น พร้อมกับค่าครองชีพที่สูง "เงินเฟ้อ!!" ...หลายคนบอก QE ไม่ต้องทำก็ได้ แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว QE กับ "ราคา Asset" มันเชื่อมโยงกันแบบลึกซึ้ง ...กล่าวคือ ในปี 2008 ที่เกิด Sub-prime ถึงปัจจุบัน ราคา Asset เช่น ที่ดิน ในอเมริกา ลดลงเกือบครึ่ง (ทั้งๆที่ 10 ปี ก่อนหน้า ที่ดิน ของอเมริกา Boom แบบ ไม่มีวันตาย ..แต่สรุปมัน ตาย แล้วเกิด วิกฤต Sub-prime อย่างที่เห็นไง... ถ้าพุทธศาสนา เขาจะบอกว่า อนิจจัง ..แต่นักธุรกิจ เขาจะเรียก Cycle ก็แค่นั้นเอง -- หลายคนตื่นเต้น โอว..อเมริกาตกดินแล้ว ..จริงเหรอ -- หรือ มันแค่ ลง มาให้เป็นโอกาส ในภาพใหญ่ ...เรื่องพวกนี้ ถ้าคุณไม่เข้าใจกลไกเศรษฐกิจ และ Cycle คุณจะหัวหมุนตามข่าวตลอด ...ซึ่งผลก็คือ เจ๊ง!!)

กลับมาที่ "ราคาที่ดิน" ที่มันลงเละเทะ ...มันส่งผล ต่อ "จิต" ของคนอเมริกา ...คือ ทุกคนรู้สึกจนลง ทำให้ทุกคนหยุดใช้จ่าย ...และนั่นแหละที่การพิมพ์เงิน หรือ QE มันเข้ามาเป็นเครื่องมือในการ สร้างกำลังซื้อ ... อีกนัยนึง ก็คือ การสร้างเงินเฟ้อนั่นแหละ ... แต่ปัญหาคือ US DOLLAR มันเป็น "เงินของโลก (ที่ใช้หมุนเวียนกันกว่า70% ของเงินทั้งโลก)" ..การที่อเมริกา เงินเฟ้อ ... ก็จะส่งผลให้ประเทศที่เศรษฐกิจดีกว่าอเมริกา อย่างเอเชียเราเงินยิ่งเฟ้อ ...

แต่ถามหน่อย อเมริกา เขาแคร์ไหมว่า "เงินในเอเชียจะเฟ้อ..แล้วคนจนในเอเชียจะแย่" ..ไม่ครับ เขาไม่สน !!... สิ่งที่นี้เชื่อมกับภาพของ Asian Miracle 2 ที่ผมกล่าวไว้ว่า มันกำลังเกิดขึ้น ...ก็มาจาก กองทุน ทั่วโลกวิ่งหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งในเวลานี้ เอเชียในภาพใหญ่ มันตอบโจทย์ ...แต่คิดดีๆ ครับ การขึ้น มันก็ขึ้นพร้อมเงินเฟ้อ ที่ก่อตัวมหาศาล ...ผมถึงแนะนำให้เพื่อนๆนักลงทุน แบ่ง Port ลงทุน ในระยะยาว เพื่อรองรับภาพใหญ่ ในจุดนี้ด้วย (อย่างที่ผมเคยบอกว่า ตัวผมเอง 70% ของผม ลงยาว คือ มี Stock Wish List แล้ว เก็บหุ้น ที่เล็งเมื่อราคาลงมาเหมาะสม แล้วส่วนนี้ผมถือยาวเลย 5 ปีขึ้นไป ไม่ขาย ...ส่วนอีก 30% ของผม ผมก็แค่เล่น "รอบ" ตาม Technical -- เรียกได้ว่า หากเราเข้าใจ ภาพใหญ่ และ ภาพเล็ก ...เราก็จะสามารถเป็นผู้ที่มั่งคั่ง บนปัญญา และ ความสามารถของเราเองไงครับ)

สู้ สู้ ครับ (ไว้ผม จะเอาเรื่อง เล่าบน เศรษฐกิจ มาเล่าสู่กันฟังใหม่...โย่ว!!)



1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ4 กุมภาพันธ์ 2556 23:49

    อย่างที่พุทธศาสนากล่าวไว้ว่า " เด็ดดอกหญ้า สะเทือนถึงดวงดาว" ทุกอย่างเกี่ยวโยงกันหมด แต่!!!! จิตใจเรา ความรุ้ทั้งหมดเราตะหาก ที่โยงมันเข้าด้วยกัน นั่นแหละ!! แต่ถ้ามันโยงถึงกันหมดขนาดนี้ เราก้ต้องระวังไว้เสมออะดิ??

    ตอบลบ

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ