แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทำไม "ปันผล" จึงเป็นคำตอบของความมั่งคั่งในเวลานี้


มีคำถามจากเพื่อนนักเล่นหุ้นมือใหม่มากมาย ..ถามผมว่า "อะไรสำคัญที่สุด ในการเล่นหุ้น"
ผมก็ตอบไปว่า "ใจ" และ การเข้าใจ "ความเสี่ยง" ในเงินก้อนนั้นๆที่เอามาลงทุน

พอผมตอบเสร็จ ก็หันไปมองหน้าน้องเขา (เขานั่งอึ้งๆ) .."ในใจคงคิดว่า พี่แพ้ทมันตอบบ้าอะไรของมันฟะ ไม่เห็นเข้าใจเลย ..อะไรใจ อะไรความเสี่ยง"

ผมตัดบทความสงสัย ทันทีว่า "อย่าเพิ่งไปทำความเข้าใจอะไรที่ซับซ้อน เรามานึกภาพตลาดหุ้นกันก่อนว่า ..คนที่จะเข้ามาเล่นหุ้นได้ อย่างน้อยต้องมีสองอย่าง คือ หนึ่งมีเงิน (ถูกไหม) และสองต้องมีความรู้ (อยู่พอสมควร).. คือ คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นหุ้น มีทั้งเงินและความรู้ แต่แปลกไหมที่ สถิติที่เขารวบรวมมาให้ดู คือ คนส่วนใหญ่ขาดทุน ..พี่ถามหน่อยว่าทำไมล่ะ"

"เออ.. ทำไมล่ะพี่"

"ไอ้บ้าเอ๋ย!! ก็พี่ถามเอ็งไง ยังย้อน ๆ" ... แหะ ๆ ๆ หัวเราะแห้งๆจากน้องชายผู้นั้น พร้อมกับหน้า งง ๆ

"เอาละ พี่จะบอกให้เลยว่า คนส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้นฉลาดและมีเงิน แต่เขาเข้าใจตลาดหุ้นผิดๆ และนั่นเป็นสาเหตุหลักที่เขาเสียเงิน(ขาดทุน) ... คนส่วนใหญ่คิดว่า ราคาหุ้นขึ้นลงตามพื้นฐานของบริษัท แต่ถ้าใครเล่นหุ้นมานานๆ จะเห็นเลยว่า มันไม่ใช่เลย ..จริงอยู่ ณ จุดนึงของเวลา ราคาต้องวิ่งมาสะท้อนมูลค่าความเป็นจริงของกิจการ และนี่คือ หลักที่ VI หรือ Value Investor ยึดถือ ซึ่งในมุมนี้ ก็ Make Sense แต่ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ก็เพราะ "ใจ"(มันทำไม่ได้ ฮื้อ ฮือ ทำใจไม่ได้!!)"

..หลักการของ VI เป็นหลักที่ง่ายๆ คือ ซื้อหุ้นเมื่อถูกขายเมื่อแพง ..พูดแบบนี้ใครๆก็เข้าใจ ..แต่พอเล่นจริง กลับทำตรงข้าม "นี่เป็นเรื่องปกติเลย ..เพราะเวลาหุ้นถูกๆ คือ มีแต่คนขาย มีแต่ข่าวร้าย ...ถามว่าคุณกล้าซื้อไหม --"ใช่ไม่กล้า แต่พวก VI เขากล้า ..นั่นเพราะเขาวิเคราะห์และเข้าใจพื้นฐานและความเสี่ยงของกิจการ นั้นๆ เป็นอย่างดี"

"เอ้า ไม่ต้องอื่นไกล ยกตัวอย่างพี่นี่แหละ ... ซื้อหุ้น PTT ตอนช่วง มีข่าว มาบตาพุต ..ตอนนั้นมีแต่ข่าวร้าย ญี่ปุ่นก็ออกมากดดันรัฐบาลว่าจะย้ายฐานการผลิต ..ใครที่มีหุ้น PTT เวลานั้น มีแต่เทขาย .."แต่ตูซื้อ ว่ะ..ตอนนี้ยังถืออยู่เลย ..อิ อิ" (อย่างแรกนี่ คนรอบข้าง ก็จะมองแล้ว "ไอ้นี่มันบ้า!!" ..แต่ประเด็นคือ ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำคือ การซื้อกิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ ในเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง "ผมจึงซื้อหุ้นได้ราคาถูก เพราะเวลาอย่างนั้น มีแต่คนอยากจะขาย")

"สรุป!! .. เข้าใจหรือยัง ว่า ราคาหุ้นขึ้นลงตามอะไร"

"ตามอะไรอ่ะพี่แพ้ท"

"อะไรวะเนี่ย!! ... โอเค ๆ เฉลยเลย -- หุ้นก็ขึ้นลงตาม Demand & Supply ของหุ้นนั้นๆ นั่นเอง ..ราคามันเป็นภาพลวง แต่จำนวนหุ้นดีที่คุณถือ มันคือ ภาพจริง"

ผมมองไปที่น้องคนนั้นอีกครั้ง เริ่มเห็นสีหน้าที่ งง หนักเข้าไปอีก ก็เลยกะว่าจะหยุดการสนทนา ตรงนี้ก่อนที่จะมีอะไร เลวร้ายไปกว่านี้ ผมจึงตัดบทขึ้นว่า

"อย่าคิดมาก ... ไปศึกษาหุ้นที่เราอยากจะลงทุนให้เยอะๆ ไปดูว่ากิจการเขามีรายได้ และกำไร แน่นอนไหม..มีความเสี่ยงตรงไหน ... ณ ตลาดแบบนี้ สิ่งที่ชี้ว่าหุ้นถูกหรือแพง คือ ปันผล ..ปันผลมันคือ ของจริง อ่ะ ..มันคือ เงินที่เราได้จริงๆ ตราบใดที่เรายังคงถือหุ้นนั้นๆ ... ราคามันแกว่งขึ้นลง ก็ช่างหัวมัน ..แต่สุดท้ายเรารู้ว่ามูลค่ากิจการที่ควรจะเป็นมันเท่าไหร่ ...จากนั้น ณ เวลานึงในอนาคต มูลค่าหุ้นก็จะขึ้นไปสะท้อน มูลค่ากิจการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ..ระหว่างนั้น ก็กินปันผลไปเรื่อยๆ"

"อ้าว!! พี่ แล้วจะรู้ได้ไง ว่าปีหน้ากิจการจะปันผลเท่าเดิม"

"ไม่มีใครรู้หรอก แต่มันตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่มีเหตุผล ..อย่างปัจจุบัน ภาพใหญ่เศรษฐกิจเอเชีย อยู่ในขาขึ้น ในขณะที่ชาติตะวันตกอยู่ในขาลง ..ดังนั้น ถ้าภาพใหญ่มันดี แล้วกิจการที่เราวิเคราะห์มันดี มันก็ควรจะโตตามเศรษฐกิจ นั่นหมายถึง ปันผลและกำไรของกิจการที่เราถือจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ..คือ ได้สองเด้ง คือ ได้ปันผลที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆกับ Capital Gain ที่เราจะไปขาย ในอนาคต ณ จุดนึงของเวลา"... โอเคไหม!!

มึนครับพี่ "เดี๋ยวผมไป..ซื้อหุ้นเลยดีกว่า จะได้เข้าใจจากการปฏิบัติเลย ฮ่า ฮ่า"

เออๆ ..โชคดีนะ!!

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ10 กุมภาพันธ์ 2554 09:57

    Comment บ่อยๆนะครับ แมงเม่าอย่างผมจะได้ตาสว่างมากขึ้น ขอบคุณ

    ตอบลบ

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ