แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

วาทะ นายจิน ลี่ฉวิน “ผู้กุมชะตากองทุนจีน ที่อเมริกายังเกรงกลัว” (เท่ห์อ่ะ!!) ตอนที่ 2

(เนื้อหา ต่อมาจาก "ตอนที่ 1")

ประการที่ 2 : ประสบการณ์และความท้าทายของประเทศจีน ในมุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจ

30 ปีที่ผ่าน จีนมีการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง และแข็งแกร่งสุดๆ -- “ผมไม่ได้เว่อร์!!” การเติบโตในอัตราเร่งของจีน กระตุ้นต่อมความสนใจของทั่วโลก ทั้งนี้สาเหตุหลักๆของการเติบโตก็มีรากฐานมาจาก

1. ความมั่นคงทางการเมือง (เผด็จการทุนนิยม Combination ที่ดีในยุค ความผันผวนอย่างปัจจุบัน จีน, สิงคโปร์ , รัสเซีย …จุดประเด็นทางความคิดในด้านการเมืองอย่างน่าสนใจยิ่ง)
2. การมุ่งเน้นการ เอาคน เป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของนโยบาย เป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตจากการพัฒนาที่แท้จริง
3. “การพัฒนาเศรษฐกิจ” คือ นโยบายศูนย์กลางของการพัฒนาในทุกๆด้านที่ตามมาของจีน
4. รัฐบาลเป็นผู้คุมนโยบาย ก่อให้เกิดการพัฒนาที่สามารถควบคุมได้ (ห่างไกลความผันผวน)
5. จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก อีกทั้งเป็นประชากรที่ทำงานหนัก
6. จีนเป็นศูนย์กลางของแรงดึงดูด จากทุนทั่วโลก ที่เข้ามาหาโอกาสจากตลาดการบริโภคภายใน ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
7. จีนสามารถคง อัตราการออมและการลงทุน ในระดับที่สูง ไปอย่างควบคู่กัน
8. เราให้ความสำคัญกับการเมืองและสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

คำถามที่ผมเจอบ่อยที่สุด ก็คือ “จีนจะสามารถรักษาการเติบโตในระดับนี้ ในระยะยาวได้หรือไม่”
เอาอย่างนี้ ผมจะตอบด้วยนโยบายที่เราได้วางไว้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งก็คือ “The 12th Five Year Plan” มันเป็นการแผนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยทั้ง ปัจจัยภายนอกและภายใน

ยุคก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ การเติบโตของเศรษฐกิจโลก จะโตแบบวัฎจักรสามเหลี่ยม “Triangle Cycle” (นั่นก็คือ นโยบาย นำด้วยส่งออกของประเทศเอเชียตะวันออก , การบริโภคในอัตราสูงของยุโรปและอเมริกา และก็ การส่งออกทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศที่เหลือ “สามขาของการพัฒนาเศรษฐกิจโลก”)

สิ่งที่วิกฤตคราวนี้ทำก็คือ การทำลาย “สามขาของการพัฒนาเศรษฐกิจโลก” บังคับให้ประเทศจีน ต้องบริโภคมากขึ้น โดยการเร่งสร้างชุมชนเมือง ขยายอุตสาหกรรมภาคบริการ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อขยาย ตลาดบริโภคภายในประเทศนั่นเอง

“แล้วจีนจะทำอย่างไร !!” อย่างแรก จีนจะต้องเปลี่ยนโครงสร้าง จากการเน้นส่งออก ให้เป็น เน้นการลงทุนมากขึ้น (โดยเฉพาะ โครงสร้างพื้นฐาน infrastructure ภายใต้นโยบายที่เรียกว่า “troika”) อย่างที่สอง เราต้องสร้างอุตสาหกรรมที่มี Value Added ทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น อย่างเช่น อุตสาหกรรมภาคบริการ (Service Industry) และอย่างที่สาม เราจะเริ่มเปลี่ยนจากการพึ่งพึง การผลิตแบบ Mass หรือ Economic of Scale เปลี่ยนมาเป็น การผลิตที่พึ่งพึงนวัตกรรม Innovation และฐานความรู้ เพื่อพัฒนาโครงสร้างอุตสากรรมของจีนให้ ยกระดับความสามารถสู่ Knowledge Industry ที่กำไรและ Margin มหาศาล!!

ทั้งนี้ต้องพัฒนาไปควบคู่กับ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน อย่างแรก คือ การเร่งขยายกลุ่มชนชั้นกลาง เพื่อให้เป็นกำลังซื้อหลักของเศรษฐกิจ อย่างที่สอง การเร่งขยาย “เมือง” เพราะ ชุมชนเมืองเป็นหัวใจของการสร้างงาน และการบริโภค รวมทั้งโครงสร้างของ “กำลังซื้อ” ที่จะเติบโตตามอย่างมหาศาล ซึ่ง การสร้าง “เมืองสมัยใหม่” จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของคน ด้วยการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมของการ เร่งพัฒนาคุณภาพชีวิต ไปพร้อมๆกับ การเติบโตของเมืองนั่นเอง ….สุดท้าย สิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ “เครื่องวัดผลทางความสำเร็จ” ที่ต้องเป็นมากกว่า GDP เพราะมันควรจะต้องสามารถ วัดคุณภาพในเชิงลึก ถึงสภาพความเป็นอยู่ รวมทั้งคุณภาพชีวิต และจิตใจของคน ไม่ใช่เฉพาะตัวเงิน

ประการที่ 3 : การกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มประเทศเอเชียด้วยกัน
ในขณะที่ Globalization เชื่อมโยงโลกให้เล็กลง ..ประเทศในเอเชีย ก็สร้างความร่วมมือกัน ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในลักษณะของการรวมกลุ่มทั้งภูมิภาค อย่าง ASEAN ที่สร้าง AEC (Asean Economic Community) , ASEAN 10+3 , 10+1 , East Asian Summit หรือ อย่างการเชื่อมโยงทางการเงินภายใต้ Chiang Mai Initiative

ความร่วมมือเหล่านี้ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ให้โตในอัตรา 7.7% และ 6.9% ในปี 2008 และ 2009 (ตั้งแต่กลางปี 2009 เราได้เห็นการฟื้นตัวในภาคการส่งออก ซึ่งได้อานิสงค์หลักๆ จากความร่วมมือทางการค้าของอาเซียนนี่เอง) และต้นปี 2010 ที่ผ่านมา จีนกับ ASEAN 10 ก็บรรลุข้อตกลง ในเรื่องของการขจัดกำแพงภาษีระหว่างกัน ให้เป็นศูนย์…ตัวเลขการค้าของจีนกับ ASEAN โตขึ้น 58% มาเป็น $100 billion ภายในระยะเวลาแค่หนึ่งปี

ระหว่างจีนกับไทย ใน 10 เดือนที่ผ่านมา การส่งออกของไทยไปจีน โตขึ้น 38.2% แตะ $17.39 billion (ซึ่งจีนมีสัดส่วนถึง 10.58% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปทั่วโลก ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออก อันดับหนึ่งของไทยเลยทีเดียว) ในด้านการนำเข้า ไทยซื้อสินค้าจากจีน $19.75 billion เพิ่มขึ้น 45% จากปีที่ผ่านมา (ซึ่งถือว่าจีนเป็น ประเทศที่ไทยซื้อของด้วยมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น)

การลงทุนโดยตรงจากจีนในปี 2009 มีมูลค่า $1 billion และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ..ในส่วนของคนไทยที่ไปลงทุนในจีน มีมูลค่า $3.25 billion (อย่างเช่น กลุ่มเจีย ไต๋ (CP) เป็นต้น) ..ในส่วนของความร่วมมือทางการค้า ประเทศไทยได้ทำ Trade Agreements เรื่อยมา ตั้งแต่ปี 1978

ปัจจุบัน เอเชีย ทำหน้าที่เป็นแรงงาน (ราคาถูก) ของโลก ซึ่งวิกฤตที่ผ่านมา ได้กระทบกับ Model “การส่งออกราคาถูก” อันนี้โดยตรง ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ปัญหาจะหมดไปในเร็ววัน

ก้าวสำคัญของ CIC (China Investment Corporation) ก็คือ การเข้าไปสร้างเครือข่ายการลงทุนโดย ยึด Hong Kong เป็นฐาน (ซึ่งที่รู้ๆกันว่า ฮ่องกงนับเป็นศูนย์กลางในการเงินที่สำคัญของโลก) ดังนั้น จากนี้ไป บทบาทของ CIC จะทวีความสำคัญในการลงทุนใน Asset ต่างๆ ที่เป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและ ผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาว

ครั้งนี้เราจะสอนอเมริกาให้รู้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มันเป็นอย่างไร!!


ฮึม!! นี่คือ วาทะคร่าวๆ ที่สกัดมาจาก Mr.Jin Liqun (จิน ลี่ฉวิน) ผู้ที่กุมชะตาของ CIC หนึ่งในกองทุน ระหว่างประเทศที่ใหญ่ และมีอิทธิพลมากที่สุด กองทุนหนึ่งในเอเชีย หรือจะเรียกว่า ระดับโลกก็ว่าได้

“การเดินเกมของจีนในครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันเป็นการวางแผนอย่างแยบยล ตั้งแต่ระดับบนลงล่าง ด้วยมันสมองของผู้นำจีน ที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก ที่เต้งเสี่ยวผิง วางรากฐาน ก่อนที่ประเทศจะก้าวมาคุมอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชีย ผ่านนโยบายของ “ทุนนิยมเผด็จการ”

ข้อเสียอย่างนึงของจีน คือ "กำกวม แต่ชัดเจนในแนวทาง" ไม่ว่าคุณจะถามใครในรัฐบาล เขาจะตอบเป็นเสียงเดียวกัน “เหมือนกับท่องมา”

ดังนั้น หากจะทำความเข้าใจ คุณต้องอ่านเกมให้ขาดเอง!!

..แต่อย่างน้อยการพูดของนายจินในครั้งนี้ ก็แฝงมุมมองที่ลึกซึ้ง และ บอกเป็นนัยว่า The China Bullish!!รอบนี้

“โลกจะมองข้าม มหาอำนาจลูกใหม่ทางเศรษฐกิจ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะการพุ่งของเศรษฐกิจในคราวนี้ของจีน มันของจริง ไม่ใช่ขึ้นด้วยลมอย่างอเมริกา ..หุ หุ !!”

1 ความคิดเห็น:

  1. อ่านแล้วหนาว จีนคงไม่ใช่แค่ราคาคุยแน่ๆครับ
    และขอบคุณสำหรับข้อมูลดีที่นำมาบอกต่อ
    good translation, you are very smart krub k.pawawit

    ตอบกลับลบ

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ