แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

แกะรอยรอบ Social Network (แฉตัวเอง!!) ตอนที่ 2

(เนื้อหาต่อมาจากตอนที่ 1)



“นี่ก็ อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ” … ป๋าหยง และ ผม จัดการเรียนการสอน Technical Analysis โดย Monkey Trade ขึ้นมา โดยได้รับความร่วมมือในด้านสถานที่ และอุปกรณ์การสอน “จัดมา” โดย ป๋ากิ้ง พี่ใหญ่แห่ง S2M (ศูนย์กลางนักลงทุนรายย่อย ของมนุษย์ที่เป็นคนไทยอย่างใจจริง ฮ้า!!)

คอร์ส Technical ของ Monkey Trade มีนักเรียนที่เข้ามาเรียนประมาณ 50 กว่าคน (รวมเรียนทั้งหมด 4 ครั้ง) ..ผลปรากฏว่า พอเรียนเสร็จ “ป๋าหยง” ก็เสนอให้ กลุ่มผู้เรียน ต่อยอด คือ ตั้งกลุ่มเรียนรู้ขึ้นมา

..และแล้ว ก็มาลงตัวตรงการใช้ Create Group โดยใช้ Facebook ซึ่งง่าย ต่อการคุยแลกเปลี่ยน ความรู้ เอา Graph มาโชว์ แลกเปลี่ยนมุมมอง …แถมสามารถปิดเป็น Close Group คือ อนุญาตเฉพาะคนที่เราให้เข้ามาร่วมเท่านั้น ดังนั้น กลต. จึงไม่สามารถเข้ามา ยุ่งกับเราได้ (แหะ ๆ ๆ สวรรค์ของนักปั่นหุ้น …แต่ เดชะบุญ โชคดีที่เราเป็นคนดี จึงไม่มีการปั่นหุ้น แหะ ๆ ๆ)

จุดที่น่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ “ประหยัด” …นั่นเอง ..ก่อนหน้านี้ การตั้ง Forum อาจติดต่อกันด้วย Email และก็ใช้เครื่องมือ สื่อสารแบบฟรีต่างๆ เช่น Skype ในการคุยกัน และ ก็แลกเปลี่ยน …แต่ท้ายสุดแล้ว ผมว่า ยิ่งมาก ยิ่งยุ่งยาก มันก็ยากต่อการใช้ “สุดท้ายสิ่งที่จะเป็น The Winner ในแต่ละเครื่องมือการติดต่อ มันต้องเป็น One-stop ที่ใช้ง่าย ง่ายแบบสุดๆ”
ไอ้ประเด็นความง่าย ผมเห็นสิ่งที่ ป๋า Steve Jobs บิดาแห่ง Apple ทำกับวงการมือถือ และก็ ipod , ipad และ ก็ iphone แล้ว ฟันธงเห็นภาพเลยว่า “นี่แหละ เป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงคนที่ หลุดออกไปจากยุค Internet ก่อนหน้านี้ ให้หันกลับมาใช้ Internet ในทางอ้อม ผ่านเครื่องมือ ที่ใช้ง่ายกว่า “คอมพิวเตอร์”

สิ่งที่ผมมองแล้ว ตกใจเกี่ยวกับ อุปกรณ์ต่อ Net ที่เป็น Handheld หรือ ที่เป็นตระกูลมือถือ แนว Smartphone นี่แหละ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกเราให้ Always Online , Always Connection ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใด และเมื่อใดก็ได้ บนโลกนี้!!
พักหลังๆ มานี้ เวลาผมเดินทางต่างประเทศ แทบไม่มีใครรู้เลยว่า “ผมอยู่ต่างประเทศ” เพราะผมก็แค่เอา Notebook ของผม ไปต่อเน๊ต และก็เข้ามาเล่น Facebook และ Trade หุ้นไทย ได้ตามปกติ ไม่ว่าผมจะกำลังนั่ง กินโรตี ในอินเดียก็ตาม “และนั้น เป็นที่มาของ การตั้ง Monkey Trade ที่เรานำเสนอ อาชีพใหม่ ที่คุณสามารถทำเงิน แม้อยู่ในชุดนอน …แต่ข้อแม้อันเดียวคือ คุณต้องต่อเน๊ตได้เท่านั้นเอง”

พลัง Impact ของสื่อยุคใหม่อย่าง Facebook เทียบกับสื่อยุคใหม่ที่มาก่อนอย่าง Blog ต่างกันอย่างไร
“ผมว่ามันต่างกันที่วัตถุประสงค์ในการใช้ และจำนวนของการเข้าถึงของสื่อต่างๆ”…อย่าง Blog นี่ การเข้าถึงก็จะน้อยกว่า แต่ได้คนสนใจจริงๆ “เพราะคนอ่านต้องเข้ามาอ่านเอง” (Pull Strategy)

ผมยกตัวอย่าง case ของ ผมเองเลยคือ หน้า Blog ที่ผมใช้ post บทความจะมีคนเข้ามาเดือนละประมาณ หมื่นครั้ง แต่ถ้าเทียบกับ Facebook (ตัวที่ผม set Fan Pages ตอนนี้มี สมาชิก หรือเพื่อนนั่นแหละ ประมาณ 4,000 กว่าคน เข้ามาติดตาม เรื่องการลงทุน ..แต่คุณรู้ไหมว่า Impression หรือ จำนวน Page Views ที่อยู่ใน Facebook ผมต่อเดือน ตกประมาณ 800,000 กว่าครั้ง)

หลายคนอาจมองว่า นี่คือเรื่องของ Spam หรือเปล่า “ผมกลับมองว่า นี่มันเป็น Permission Marketing นั่นก็คือ เจ้าของหรือสมาชิกที่เข้ามาติดตาม Facebook อนุญาตให้เจ้าของเนื้อหา สามารถติดต่อกับเขาได้ ดังนั้น ทุกครั้งที่ผม Post บทความลง Facebook มันก็จะไปขึ้นหรือปรากฏอยู่ใน มือถือ หรือ ipad หรือ อะไรก็ได้ที่คนๆนั้นชอบอ่าน ..จากนั้น เขาจะอ่านหรือไม่ มันก็เป็นการตัดสินใจของเขา ซึ่งตรงนี้มันดีกว่า E-mail ตรงที่ E-mail ไม่ว่าจะอ่านหรือไม่ มันก็จะรกอยู่ใน Inbox ของคุณ จากนั้น เราก็ต้องเสียเวลามาลบอีก อันนี้แหละที่ผมมองว่าคือ Spam”

คุณเห็นไหมล่ะครับว่า Facebook ทำทีเดียว แต่ตอบโจทย์แก้ปัญหาได้ถึงสองเด้ง ทั้งในเรื่องของ การ Spam และก็ในเรื่องของ Exclusivity หรือ Permission Marketing ที่แยกกลุ่มคนที่สนใจ ในหัวข้อนั้นๆ ให้สามารถมารวมกลุ่มกัน แล้วแลกเปลี่ยนมุมมอง กันได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และที่สำคัญ มันใช้ง่ายที่สุด “แต่ตรงนี้ ก็ใช่ว่า Facebook เป็นอมตะ เพราะในอนาคตหากมี นักคอมพิวเตอร์คนใดที่เสนอ Platform การเชื่อมโยงของ Social Network ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า และใช้ง่ายกว่า Facebook ..เมื่อนั้น Facebook ก็คงต้องตกกระป๋องไป โดยปริยาย”

ปัจจุบันคนไทยประมาณ 5 ล้านคน เริ่มมาใช้ Facebook (ช่วงที่คนไทยกระโดดเข้ามาเล่น Facebook มากอย่างก้าวกระโดด ก็ช่วงสงครามกีฬาสีบ้านเราเดือดๆ ตอนต้นปี 2010 นั่นแหละ …ช่วงนั้น สาเหตุหลักที่คนเข้ามาติดตามทั้ง Facebook และ Twitter ของคนดังๆ เพราะมัน บิดเบือนความจริงน้อยกว่าสื่อหลักๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย เพราะ Social Network เหล่านี้ ข้อมูลส่วนใหญ่จะเรียกว่า ไร้สาระ หรือ Junk ก็ได้)

ในส่วนของ Twitter ผมไปซื้อหนังสือมาอ่านสองเล่ม เกี่ยวกับการทำการตลาดโดยใช้ Social Media



















ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะหากเราหาตำราฝรั่งมาศึกษา เขาจะให้ความสำคัญกับ Twitter มากกว่า Facebook แต่ถ้าเรามาดูในเมืองไทย ณ ปี 2011 คนไทยใช้ Facebook 5 ล้านกว่าคน ในขณะที่ Twitter เพียงประมาณ 300,000 คนเท่านั้น

ข้อแตกต่างระหว่าง Twitter กับ Facebook ก็อยู่ตรงลูกเล่น กับ ปริมาณข้อมูลที่สามารถนำมา Post

…ตัวผมกับทีมงานของ S2M สารภาพตรงๆ ว่าด้วยลูกเล่นที่มีให้ใช้ในปัจจุบัน ผมว่า Facebook กินขาดในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย เพราะในส่วนของ Twitter ผมว่ามีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เพราะ Twitter อนุญาตให้พิมพ์ได้ไม่เกิน 140 ตัวอักษร แถมภาพต่างๆ ก็ไม่สามารถ post ได้อย่างสะดวก

เอาตัวอย่างชัดๆเลย คือ อย่างทีม S2M เราจะเขียนบทความแนะนำการลงทุน อยู่เป็นหลัก ดังนั้นเนื้อหา ก็จะต้องมี กราฟ หรือ ภาพประกอบเพื่อให้เข้าใจ ดังนั้น แน่นอน 140 ตัวอักษรของ Twitter ไม่พอให้สื่อสารเรื่องหุ้นให้เข้าใจได้ ดังนั้น เราจึงใช้ Facebook สำหรับ Post ข้อความสั้นๆ แต่ในส่วนของ Twitter เราก็แค่เชื่อมฝาก Link ไว้เท่านั้น

โอเค พล่ามมาซะยาว ..ผมจะสรุปว่า จริงๆ ไม่มีเครื่องมือ Social Network อันใดที่เพียบพร้อม เหมาะกับทุกอย่าง ..ดังนั้น การเลือกเอาใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของการสื่อสาร ผมมองว่าเป็นเรื่องท่่ีสำคัญที่สุด

(ติดตามตอนต่อไป ฮ่า….)

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ