แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"มีตำนานเล่าว่า เล่นหุ้นปั่นแล้วเจ๊ง" แล้วทำไมเราจะไม่เล่นล่ะ จะได้เจ๊ง คิดไงอ่ะ



บอกตรงๆ นะ เดี๋ยวนี้พูดยากมากว่า เล่นหุ้นใหญ่ Blue Chip แล้วจะ "ชิว" เพราะ BANPU ทำลายความเชื่อนั้น ...หรือ เล่นหุ้นเล็ก หุ้นปั่นๆ แล้วจะเจ๊ง เพราะ ตั้งแต่เกิดน้ำท่วมมหาอุทกภัย มาตลอดปี 2012 ...หุ้นเล็ก หุ้นซิ่ง ก็ทำกำไรให้ผู้เล่นอย่างงาม ...จะพูดได้ง่ายๆ เลยว่า ปี 2012 นี่ มันตีลังกา นักลงทุนครั้งใหญ่ เพราะ หุ้นที่ทำกำไรได้จริงๆ ปีนี้ เป็นหุ้นเล็กเกือบทั้งหมด

แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น "คิดดีๆ นะครับ ว่า ทั้งหมดที่พูดมา มันมีเหตุผลรองรับ แบบ Make Sense ด้วย" ...เมืองไทยนะ ตั้งแต่อดีตมา ตลาดหุ้นห่วยแตกตลอด กล่าวคือ ลงมากกว่าขึ้น แล้วก็เป็นอย่างนี้มาตลอด 30 กว่าปี ที่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการ ...คนส่วนใหญ่โดย สถิติ ที่เข้ามาโลดแล่น ก็รวยเพียงชั่วคราว แล้วสุดท้าย 80% ของคนที่เข้ามาในยุทธจักรวงการหุ้น ก็เจ๊งกันซะส่วนใหญ่ ... ความแปลกที่เปลี่ยนไป (ในทางดี) คือ "วิกฤตเศรษฐกิจของโลก ที่เดิมทีจะเกิดเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา อย่างประเทศเอเชีย ลาติน ..เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเกิดที่ประเทศมหาอำนาจอย่าง อเมริกา และ ยุโรป"

ความต่างที่ว่าคือ เดิมทีวิกฤตเกิดในประเทศด้อยพัฒนาอย่างเมืองไทย เราจะเจ๊ง ก็เจ๊งไป ..ประเทศอย่างอเมริกา หรือ ยุโรป เขาไม่ได้มาเจ๊งด้วย ..หนำซ้ำ เวลาเราเจ๊ง เขากลับดีขึ้นไปอีก ...แต่วันนี้มันไม่ใช่ เพราะ อเมริกา และ ยุโรป มีปัญหา ในขณะที่ประเทศด้อยพัฒนากลับดี ..ปัญหาคือ เราใช้เงินอ้างอิงกับ ยูโร และ ดอลลาร์ ..และ นั่นแหละ ที่เป็นปัจจัยเดียว ที่เราถูกดึงเอาไว้ ...เพราะ เขาก็ใช้ "ค่าเงิน" นี่แหละ ที่เป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจของเขาเอาไว้ ... "กดค่าเงินให้อ่อน ..ดอลลาร์ และ ยูโร ซึ่งเป็นเงินที่ใช้แลกเปลี่ยน 90% ของโลก กดให้มันอ่อน ..ก็ทำให้สินค้าของเขาขายดีขึ้น ...และ กดดันให้สินค้าที่ส่งออกโดยประเทศเราขายได้แย่ลง"

จริงๆ แล้ว หลายคนมองว่าเราเสียเปรียบ แต่ในความเป็นจริง มันขึ้นกับว่า "มิติ หรือ ภาพไหน ที่เราเอามาชี้วัดความได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบที่แท้จริง"

วันนี้ถ้ามองให้ดี คนไทย จะส่งลูกไปเรียน เมืองนอก ..เดี๋ยวนี้ถูกลง จริงไหม หรือ เราจะซื้อสินค้าของอเมริกา และ ยุโรป ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ก็ซื้อได้ถูกลง ... กลับกันนะ ประเทศอเมริกา และ ยุโรป เขามีปัญหา เรื่องใช้จ่ายเกินตัว เดี๋ยวนี้ เขาก็ต้องรัดเข็มขัด ต้องประหยัด ..สินค้าที่พวกเขาบริโภค ก็กลายเป็นต้องบริโภค สินค้าด้อยคุณภาพ เช่น ผลิตจากเมืองจีน ซึ่งนำเข้าโดย WAL-MART .. ก็บริโภคของห่วยไป ... จะเห็นได้ว่า ในมุมนี้ ยิ่งค่าเงินเราแข็ง เมื่อเทียบกับ ดอลลาร์ และ ยูโร ก็จะส่งเสริมการบริโภคสินค้าคุณภาพ และ การนำเข้า

..ผมถามคุณ อย่างนึงว่า ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการที่ฉลาด ในเวลานี้ คุณจะวาง Strategy ธุรกิจคุณอย่างไร ??

ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่า เวลานี้ คนไทย โดย เฉพาะผู้ประกอบการ เขาเก่งขึ้น เพราะ เขาผ่านวิกฤตมามากมาย ...ในเวลานี้ สิ่งที่เขามองคือ การขยายการลงทุน ..แทนที่จะขยายการผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ ที่ทำอยู่เดิม ก็เปลี่ยนเป็น ไปขยายโดย ไปจับสินค้าคุณภาพสูง เช่น การเข้าไปซื้อบริษัทในยุโรป ในอเมริกา ...ไปซื้อ Brand name ซึ่งไม่ใช่เฉพาะของหรู แต่รวมไปถึง ไปซื้อ Technology ...ซึ่งผลลัพธ์ของการลงทุนดังกล่าว ก็ช่วยให้ บริษัทที่เดิมทีผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ แบบโรงงานนรกในเมืองไทย ได้เริ่มไปเป็นเจ้าของ Technology และ Brand ระดับโลก

...โอเค นี่คือ ภาพที่เกิดขึ้น !! แต่คำถามคือ อเมริกา กับ ยุโรป เขาทำไมต้องขายกิจการ แล้วเรา เจ๋งกว่าเขาตรงไหน ที่เราจะไปซ์้อ บริษัทเหล่านั้นแล้วเราจะทำได้ดีกว่าเขา ??

"ประเด็นนี้แหละ ที่น่าคิด" ...ผมตอบได้เลยว่า ทุกอย่างมี Cycle ของมัน ... วันนี้คนเอเชีย เริ่มจากบริโภคของคุณภาพต่ำ แล้วส่งออกของคุณภาพดี ...พอเวลาเปลี่ยนไป เราพัฒนาขึ้น เรารวยขึ้น ..คนของเราก็ย่อมต้องการบริโภคสินค้า และ Lifestyle ที่มีคุณภาพ ...นี่แหละ คือ ตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุค Asian Miracle 2 ...การที่อเมริกา และ ยุโรป เขาเกิดวิกฤต คนของเขาก็จะเปลี่ยนไปบริโภคของห่วย ..ส่วนเอเชีย ที่รวยขึ้น ก็จะเริ่มมาบริโภคของดี ..ดังนั้น ตลาดของ Quality Product & Service ก็จะเติบโตขึ้น เกิดเป็น อุตสาหกรรมใหม่ แล้วเติบโตมหาศาล

ที่เล่ามาเพื่ออยากจะชี้ ให้เราอย่าไปมองภาพเหมือนคนอื่น ...โอกาสจริงๆ คือ เราเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นหรือเปล่า ...ผมไม่ได้บอกว่า ผมเก่ง แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมชอบมองในมุมที่คนอื่นไม่มอง ..ผมเองพูดเรื่อง Asian Miracle 2 มาตั้งแต่ผมเขียนหนังสือ แกะรอยหยักสมองภาคหนึ่ง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ...สิ่งที่ผมทำ คือ ซื้อหุ้นแล้วถือ ซึ่งตอนนี้ผลลัพธ์ก็เริ่มเห็นชัดเจนว่า กิจการต่างๆ มันโตขึ้น ...เดี๋ยวนี้กิจการมันดีขึ้น จน สะท้อนออกมาเป็น "เงินปันผล" ของบริษัทเกือบทุกบริษัท ที่ดีขึ้น แล้ว สะท้อนออกมาในราคาหุ้นในที่สุด

กลับมาที่ปี 2012 "ปัจจุบัน" ...บริษัท เล็กๆ น้อยๆ ...หุ้นพุ่งกระฉูด ...แน่นอน คนที่เห็นแล้วเข้าลงทุน เพราะเชื่อมั่นในกิจการ คุณว่า เขาคือ ใคร ....ถูกต้อง แทบไม่ต้องคิดว่า หุ้นเล็ก ๆ ถ้าไม่ใช่ รายใหญ่ หรือ เจ้าของ คงไม่มีใครกล้าซื้อหุ้นเล็กๆ หรอก ...ประเด็นคือ เขาเห็นอะไร ในกิจการของเขา ในขณะที่คนอื่นไม่เห็น ...แต่สิ่งที่เรารู้ได้ คือ "มันเปลี่ยนไป"

สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคือ การลงทุน มันมีหลากหลายวิธีการไปสู่เป้าหมาย ...แต่สิ่งที่กำหนดได้ คือ "ความเสี่ยง" ...วันนี้ผม และ หลักทรัพย์บัวหลวง ริเริ่มโครงการ The Stock Master ขึ้นมา ...เอาคนแต่ละอาชีพเข้ามาแข่ง Trade หุ้น ...สิ่งที่พบคือ เขาเล่นหุ้นปั่น ไปจนถึง DW ซึ่งผันผวนสุดขีด แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า The Stock Master ทั้ง 28 ชีวิต ที่เข้ามาแข่งขัน ไม่มีใครเจ๊งหนักเลย ...เสียหายสูงสุดก็ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ...มันชี้เห็น ชัดๆ ว่า สุดยอดวิชา ที่เราสอนคือ การ "Control ความเสี่ยง" และ การเรียนรู้ฝึกฝนวิชา Technical ให้แก่กล้า

สุดท้ายถ้าคุณเข้าใจ ..การ Stop Loss คือ สุดยอดวิชา ของการ "ควบคุมความเสี่ยง" เพราะ เราแค่กำหนด ความเสียหายที่เรารับได้ เช่น 10% แล้วก็ฝึกให้ตัวเองมีวินัย เท่านั้น คุณก็เสียหาย จำกัด ...และ คิดให้ดี ...การที่เราเสียหาย "จำกัด" ก็แปลว่า ทุกครั้งที่เราพลาด เราก็ยังสามารถกลับขึ้นมายืนใหม่ได้เสมอ -- คนฉลาด คือ คนที่ชนะ และ ก็แพ้ เป็น ...รู้จัก รักษาตัว เมื่อแพ้ แล้วฝึกปรือวิชา ให้กลับมายืนใหม่ อีกครั้งด้วยชัยชนะ ...

นั่นแหละ คำตอบ ..."ที่เจ๊ง ไม่ใช่ หุ้นปั่น แต่มันเจ๊ง ที่ตัวเรา ไม่รู้จัก แพ้ และ จำกัดความเสี่ยง ไม่เป็น" ....น่าคิดนะ !!


 "เรียน Technical แล้วรู้จัก จำกัดความเสี่ยง" ...ก็จะล้มเป็น แล้วลุกได้ เสียหายจำกัด ...ฝึกวิชา สู้ต่อไป ทาเคชิ !!

2 ความคิดเห็น:

  1. ต้องขอขอบคุณ อาจารย์แพทครับ(ไม่เคยเจอตัวจริงและไม่เคยเรียนกับท่านเลย)แต่ได้ซื้อหนังสือมาอ่านเกือบทุกภาคขาดแต่ "ฟรีด้อมเทรดเด้อ"หาซื้อไม่ได้ในตอนนี้ ผมได้อ่านบทความและแง่คิดของอาจารย์นั้นสุขุมลุ้มลึกยิ่งนักได้นำมาประยุกต์ได้ดีมากครับทุกๆ massage มีความนัยและนัยที่ลึกซึ่ง จนทำให้ผมเกิดมิติหยั่งคิดและมองตลาดและการลงทุนได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น คิดไปคิดมาบางครั้งบางความรู้มันทำให้ผมตกผลึกทางด้านความคิดและอยากจะเจริญรอยตามอุดมคติที่ว่า"ยิ่งให้ ยิ่งได้"ครับ มันทำให้เกิดแรงจิตแรงใจทางด้านกุศลจิตรเพื่อคนอื่น ขอบคุณครับ อาจารย์

    ตอบกลับลบ
  2. คุยกันท่านได้ทางเฟสบุคครับ สุดยอดมาก

    ตอบกลับลบ

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ