7 ข้อควรรู้ ฟองสบู่หุ้น และมหาวิกฤติ 1929 คล้ายกับสภาพตลาดปัจจุบันมากที่สุด
องค์ประกอบของ "The Great Crash 1929" (มหาวิกฤติปี 1929) ออกมาเป็นแกนความคิดหลัก แล้วนำมาทาบกับบริบทของตลาดในปัจจุบัน (ปี 2026) เราจะพบจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจมากครับ วิกฤติไม่ได้เกิดจากประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เกิดจาก "พฤติกรรมมนุษย์" ที่ยังขับเคลื่อนด้วยความโลภและความกลัวเหมือนเดิม
นี่คือ 7 ข้อควรรู้ ที่สรุปจุดที่คล้ายคลึงและสะท้อนภาพตลาดปัจจุบันได้ดีที่สุดครับ
1. การขับเคลื่อนด้วย "Mega-Trend" และเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (ตลาดขึ้นจากปี 1921 ไปจนถึง 1929 ขึ้นรวม 600% จนเรียกว่า The Roaring Twenties)
1929: ตลาดตอนนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตอย่าง วิทยุ, รถยนต์ (Ford Model T) และระบบไฟฟ้า ทุกคนเชื่อว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่มีวันเจ๊ง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้วิ่งขึ้นไปหลายสิบหลายร้อยเท่า
ปัจจุบัน: เรากำลังอยู่ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI (Artificial Intelligence), Semiconductors และ Clean Energy ซึ่งมีภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากว่าหุ้นที่เกี่ยวโยงกับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น "The New Normal" ที่จะเติบโตแบบไม่มีสิ้นสุด
2. ความคลั่งไคล้ในหุ้น "ตัวเดียว" ที่เป็นผู้นำตลาด (Market Concentration)
1929: หุ้นอย่าง RCA (Radio Corporation of America) คือขวัญใจมหาชนที่ราคาพุ่งทะยานจากไม่กี่ดอลลาร์ไปแตะ 500 ดอลลาร์ เป็นหุ้นที่ทุกคนต้องมีขัดไม่ได้
ปัจจุบัน: ตลาดพึ่งพาหุ้นบิ๊กเทคเพียงไม่กี่ตัวในการลากดัชนี (คล้ายกับปรากฏการณ์ Magnificent 7 หรือหุ้นชิปเซ็ตยักษ์ใหญ่) หากหุ้นผู้นำเหล่านี้เริ่มตึงตัวหรือกำไรไม่มาตามนัด ภาพรวมของตลาดทั้งหมดก็จะสั่นคลอนได้ง่ายมาก
3. พลังของ "รายย่อย" และการเข้าถึงสภาพคล่องที่ง่ายเกินไป
1929: ยุคนั้นเริ่มมีระบบ Buying on Margin (วางเงินดาวน์แค่ 10% ที่เหลือบวกกู้) ทำให้คนเดินถนน พนักงานออฟฟิศ แห่กันเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ปัจจุบัน: แม้ระบบเลเวอเรจจะถูกควบคุมดีขึ้น แต่ถูกทดแทนด้วย แอปพลิเคชันเทรดฟรี, การซื้อขาย Options ของรายย่อย, และกลุ่มชุมชนโซเชียลมีเดีย ที่พร้อมใจกันผลักดันราคาหุ้น (Momentum Trading) ทำให้กระแสเงินวิ่งเข้าออกเร็วกว่าในอดีตหลายเท่า
4. สภาพคล่องล้นตลาดและการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง
1929: ก่อนเกิดวิกฤติ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำในช่วงทศวรรษ 1920 (The Roaring Twenties) ทำให้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากเกินไป ก่อนจะเริ่มตื่นตัวและขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อเบรกฟองสบู่
ปัจจุบัน: ตลาดเพิ่งผ่านช่วงการอัดฉีดเงินมหาศาลจากยุคโควิด-19 และการคงดอกเบี้ยระดับสูงในปัจจุบันเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เศรษฐกิจจริงเริ่มตึงตัว แต่ตลาดหุ้นกลับทำจุดสูงสุดใหม่จากสภาพคล่องที่ยังค้างอยู่ในระบบ
5. ความต่างของ "เศรษฐกิจจริง" กับ "ราคาบนหน้าจอ" (Divergence)
1929: ในขณะที่หุ้นทำ New High ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมดั้งเดิมของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่ปี 1927-1928 แต่เหล่านักลงทุนเลือกที่จะมองข้ามเพราะโฟกัสแต่หุ้นเทคโนโลยี
ปัจจุบัน: เรามักจะเห็นภาพที่ขัดกัน ระหว่างดัชนีตลาดหุ้นที่พุ่งทะยาน กับตัวเลขการจ้างงานบางส่วน ภาคการบริโภคระดับล่าง หรือปัญหาระบบอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศที่เริ่มตึงตัว
6. ทฤษฎี "คนเช็ดรองเท้า" (The Shoeshine Boy Theory)
1929: เรื่องเล่าคลาสสิกของ Joseph P. Kennedy (พ่อของ JFK) ที่ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดก่อนตลาดพัง เพราะเขาได้รับคำแนะนำเรื่องหุ้นจากเด็กเช็ดรองเท้า สะท้อนว่าเมื่อไหร่ที่ "ทุกคน" พูดเรื่องเดียวกัน ตลาดมักจะถึงจุดสูงสุด
ปัจจุบัน: เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มเห็น Content Creator สายไลฟ์สไตล์, คนรอบตัวที่ไม่เคยสนใจการลงทุน หรือแม้กระทั่งกลุ่มแชทครอบครัวหันมาคุยเรื่องการออมเงินในหุ้นเทคโนโลยีหรือสินทรัพย์ทางเลือกอย่างคึกคัก นั่นคือสัญญาณเตือนในเชิงจิตวิทยาหมู่
7. จุดจบไม่ได้เกิดจากข่าวร้ายเสมอไป แต่เกิดจาก "ไม่มีคนซื้อต่อ"
(จุดจบ ตลาดอเมริกาลง 89.2% ใช้เวลาลง 3 ปี 1929-1932 จากนั้น ตลาดหุ้นซบเซาไปอีก 25 ปี กว่าดัชนีจะกลับไปที่จุดเดิมก่อน crash)
1929: ตลาดไม่ได้พังเพราะมีสงครามหรือโรคระบาดใหญ่ในวันนั้น แต่มันพังเพราะราคาขึ้นมาจน Valuation (มูลค่า) แพงเกินกว่าที่ใครจะยอมจ่ายเงินซื้อต่อในราคาที่สูงกว่า (Greater Fool Theory) เมื่อแรงซื้อหมด แรงเทขายจึงสลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน: ปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องที่เรารู้กันอยู่แล้ว (เช่น ดอกเบี้ย หรือภูมิรัฐศาสตร์) แต่คือการที่ราคาหุ้นรับรู้ "ความคาดหวังในอนาคตที่สมบูรณ์แบบ" ไปล่วงหน้าไกลมาก หากมีอะไรสะดุดเพียงนิดเดียว การปรับฐานจะรุนแรงเพราะทุกคนพยายามวิ่งหาทางออกพร้อมกัน
#จัดไป