7 บทเรียนสำคัญจากวิกฤตค่าเงินตุรกี ที่พังกันทั้งประเทศ
ปี 2010 เงิน 1 ดอลลาร์แลกได้ 1.5 ลีรา TRY แต่วันนี้ 1 ดอลลาร์แลกได้ 46 ลีรา …พูดง่ายๆ คนทั้งประเทศตุรกี เงินหายไป 30 เท่า - นี่แหละ ความน่ากลัวของเงินเฟ้อ !!
1. "Erdoganomics" พิสูจน์แล้วว่า กฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ "อำนาจ" ไปบิดเบือนได้
บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดคือ เศรษฐศาสตร์มีกลไกตามธรรมชาติของมัน การที่ผู้นำตุรกีพยายามฝืนตำราโลกด้วยความเชื่อว่า "ถ้าเงินเฟ้อสูง ต้องลดดอกเบี้ย" ผลลัพธ์ที่ได้คือความพังพินาศ
สิ่งที่ได้เรียนรู้: ไม่ว่าคุณจะมีอำนาจล้นฟ้าแค่ไหน แต่คุณไม่สามารถสั่งให้กลไกตลาดหรือจิตวิทยาของคนทำตามใจคุณได้ เมื่อฝืนธรรมชาติ... ตลาดจะลงโทษอย่างรุนแรงเสมอ
2. "Independence of Central Bank" ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง คือปราการด่านสุดท้าย
การที่ประธานาธิบดีสั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลางเป็นว่าเล่นเพียงเพราะทำตามนโยบายการเมืองไม่ได้ ทำให้ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของประเทศหมดไปทันที
สิ่งที่ได้เรียนรู้: ธนาคารกลางที่โปร่งใสและเป็นอิสระจากการเมือง คือหัวใจหลักในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน วันใดที่การเมืองเข้าแทรกแซงนโยบายการเงิน วันนั้นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ
3. เมื่อความเชื่อมั่นพัง "Fiat Currency" (เงินกระดาษ) จะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ
เงินกระดาษที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ (รวมถึงเงินลีรา) มันมีมูลค่าได้เพราะ "ความเชื่อมั่น" (Trust) ของประชาชนและระบบเศรษฐกิจรองรับ
สิ่งที่ได้เรียนรู้: ทันทีที่ประชาชนหมดความศรัทธาในรัฐบาลและธนาคารกลาง มูลค่าของเงินตราจะดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็ว (Currency Crash) เพราะทุกคนจะแย่งกันสลัดมันทิ้งแล้ววิ่งไปหาพลังงาน, สินค้า, หรือสกุลเงินอื่นที่จับต้องได้มากกว่า
4. "Real Interest Rate" ติดลบมหาศาล คือยาพิษที่ไล่เงินทุนและทำลายผู้ออม
ในช่วงที่เงินเฟ้อตุรกีพุ่งไป 50%–70% แต่ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่แค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ หมายความว่า "อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง" (Real Interest Rate) ติดลบลึกมาก
คนที่ฝากเงินในธนาคารจะเห็นความมั่งคั่งของตัวเองละลายหายไปต่อหน้าต่อตา
สิ่งที่ได้เรียนรู้: ในสภาวะที่เงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยมากๆ การถือเงินสดหรือฝากเงินไว้เฉยๆ คือการฆ่าตัวตายทางการเงิน ทุนต่างชาติจะไหลออก (Capital Flight) ส่วนคนในประเทศจะรีบเปลี่ยนเงินเป็นสินทรัพย์ถาวรเพื่อหนีตาย
5. วงจร "Wage-Price Spiral" ดักแด้พิษที่สลัดออกยากที่สุด
เมื่อของแพง รัฐบาลตุรกีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ "ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ" แต่อย่างที่เห็น ผลคือโรงงานและผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น จึงต้องไปขึ้นราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีก เงินเฟ้อจึงยิ่งทะยาน
สิ่งที่ได้เรียนรู้: การแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการอัดฉีดเงินหรือขึ้นค่าแรงโดยไม่มีประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) รองรับ เป็นเพียงการเติมฟืนเข้ากองไฟ และทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ที่หมุนวนไม่รู้จบ
6. การพึ่งพา "ต่างชาติ" มากเกินไป ในวันที่โครงสร้างภายในอ่อนแอ = อันตราย
ตุรกีเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการกู้เงินตราต่างประเทศ (เช่น ดอลลาร์, ยูโร) มารวมกับหนี้ระยะสั้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้: ยามที่เศรษฐกิจดี ปัญหาเหล่านี้จะถูกซ่อนไว้ แต่เมื่อเกิดวิกฤตค่าเงินอ่อน ต้นทุนหนี้ต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทันที การทำธุรกิจหรือบริหารประเทศโดยไม่มี "กันชน" (Buffer) หรือทุนสำรองที่แข็งแกร่งพอ คือความเสี่ยงขั้นสูงสุด
7. บทเรียนสำหรับนักลงทุน: "Diversification" (การกระจายความเสี่ยง) คือสิ่งจำเป็นชี้เป็นชี้ตาย
คนตุรกีที่รอดชีวิตและรักษาความมั่งคั่งไว้ได้ในวิกฤตนี้ ไม่ใช่คนที่เก่งกราฟหรือจับจังหวะตลาดหุ้นเก่ง แต่คือคนที่มีการ Asset Allocation ไปยังสินทรัพย์นอกประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก
สิ่งที่ได้เรียนรู้: เรื่องเงินตัวเราควบคุมไม่ได้ ขึ้นกับนโนบายของคนบริหารประเทศ และ แบงค์ชาติ แต่ประเทศไทยก็ยังโชคดี ที่นโยบายเราให้ความสำคัญกับค่าเงินมาก จากบทเรียนต้มยำกุ้งที่เราเคยเจอ
#จัดไป
(แต่ตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาตรงนี้เหมือนตุรกีนะ …เราตรงกันข้าม เงินเราฟืดเกินไปด้วยซ้ำ …ก็เอามาเรียนรู้เป็นบทเรียนทางเศรษฐกิจครับ)