แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้: เมื่อดอลลาร์โดนลดความเก๋า แล้วคนใช้ อะไรแทน?

 7 ข้อควรรู้: เมื่อดอลลาร์โดนลดความเก๋า แล้วคนใช้ อะไรแทน?


1. ดอลลาร์ไม่ได้ล่ม... แค่คนเริ่ม "ไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว"


…ดอลลาร์ไม่ได้จะกลายเป็นกระดาษกงเต๊กในชั่วข้ามคืน แต่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลัวความเสี่ยง เลยทยอยลดการถือดอลลาร์ลง แล้วแบ่งเงินไปเก็บสกุลอื่นบ้าง


สถิติยืนยัน: สมัยปี 2000 ธนาคารกลางทั่วโลกเก็บเงินสำรองเป็นดอลลาร์สูงถึง 71% แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือราว 57% แล้วเอาเงินบางส่วนไปเก็บในเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย, แคนาดา หรือโครนสวีเดนแทน


2. "ทองคำ" คือพระเอกตัวจริงที่ทุกคนแห่ไปซบ


 …พอเริ่มไม่อยากถือดอลลาร์เยอะ สินทรัพย์แรกที่ทุกประเทศวิ่งใส่คือ "ทองคำ" เพราะมันเป็นของจริง อยู่ในตู้เซฟเรา ใครก็มาสั่งอายัดหรือยึดไปไม่ได้


สถิติยืนยัน: 3–4 ปีมานี้ ธนาคารกลางทั่วโลกแห่กว้านซื้อทองคำรวมกันทะลุ 1,000 ตัน/ปี (จากปกติเมื่อก่อนซื้อกันแค่ปีละ ~500 ตัน) และกว่า 90% ของผู้บริหารเงินสำรอง ยืนยันว่าจะเก็บทองเพิ่มอีก!


3. "Bitcoin" ตัวท็อปสายดิจิทัล... แต่ยังเล็กไปที่จะมาแทนดอลลาร์


….บิทคอยน์คือ "ทองคำดิจิทัล" ที่วัยรุ่นและนักลงทุนชอบ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนควบคุมได้ แต่ความผันผวนยังสูงมาก และขนาดตลาดยังเล็กเกินกว่าจะรองรับการค้าของทั้งโลกไหว


สถิติยืนยัน: มูลค่า Bitcoin ทั้งโลกอยู่ที่ราว $1.3 - $1.8 Trillion ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับทองคำ ($15-$16 Trillion) หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ($35+ Trillion) สถาบันการเงินใหญ่ๆ จึงใส่บิทคอยน์ไว้ในพอร์ตนิดหน่อยเพื่อเก็งกำไร ไม่ได้เอามาใช้แทนดอลลาร์


4. โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายแม่ทัพ" (Multi-Currency)


…ต่อไปนี้จะไม่มีสกุลเงินไหนครองโลกเดี่ยวๆ แบบ 100% อีกแล้ว แต่จะเป็นยุคที่ "บ้านใครบ้านมัน" ค้าขายกับใครก็ใช้เงินคนนั้น


สถิติยืนยัน: แม้ดอลลาร์จะยังครองการโอนเงินโลกผ่าน SWIFT อยู่ที่ 47-49% แต่การค้าตรงของพี่ใหญ่แบบจีน ตอนนี้ใช้ เงินหยวนชำระเกิน 50% แซงหน้าดอลลาร์ในการค้าของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว


5. "การเอาดอลลาร์มาแกล้งกัน" ทำคนอื่นเริ่มกลัวและหาทางรอด


…จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนสหรัฐฯ แบนรัสเซีย แล้วสั่งยึด/แช่แข็งเงินดอลลาร์ของรัสเซีย ทำให้ประเทศอื่นๆ (เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง) ตกใจว่า "ถ้าวันไหนกูขัดใจอเมริกา กูจะโดนยึดเงินไหม?" เลยต้องสร้างระบบโอนเงินของตัวเองขึ้นมา


สถิติยืนยัน: รัสเซียโดนอายัดเงินสำรองไปสูงถึง $300,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ระบบโอนเงินทางเลือกของจีนที่ชื่อ CIPS มีสถาบันการเงินแห่เข้าร่วมพุ่งเกิน 1,500 แห่ง จากกว่า 110 ประเทศทั่วโลกทันที


6. หนี้อเมริกาเยอะจัด... เงินดอลลาร์ในกระเป๋าเราเลย "โดนสูบมูลค่า"


…รัฐบาลอเมริกาพิมพ์เงินออกมาใช้จ่ายจนหนี้ท่วมหัว พอหนี้เยอะ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยอาน สิ่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อ Valuation ของดอลลาร์ลดลงเรื่อยๆ ถือเงินสดเฉยๆ ก็เหมือนเงินละลาย


สถิติยืนยัน: หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ $35 - $39 Trillion (คิดเป็น 120%-140% ของ GDP ประเทศ) เฉพาะ ดอกเบี้ยจ่ายอย่างเดียวสูงเกิน $1 Trillion ต่อปี — ซึ่งแพงกว่างบกองทัพทหารของอเมริกาซะอีก!


7. แล้วคนธรรมดาอย่างเรา ต้องปรับพอร์ตยังไง


…อย่าเก็บเงินสดไว้เฉยๆ และอย่าแทงข้างอเมริกาฝ่ายเดียว ควรแบ่งเงินไปถือ "ของที่มีอยู่จริง" และกระจายไปหลายๆ ที่


สถิติยืนยัน: กองทุนระดับโลกอย่าง BlackRock หรือ Bridgewater ปรับคำแนะนำการถือ ทองคำ / สินทรัพย์ทางเลือก (Hard Assets) ในพอร์ตเพิ่มขึ้นจากเดิม 3-5% ขยับขึ้นเป็น 7-15% เพื่อสู้กับเงินเฟ้อและโลกทางการเงินที่ผันผวนครับ


สรุปสั้นประโยคเดียว: ดอลลาร์ยังคงเป็น "พี่ใหญ่" แต่ไม่ใช่ "เจ้าพ่อคนเดียว" อีกต่อไป — ทองคำขยับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ด้านความปลอดภัย ส่วนคนลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้นครับ!


#จัดไป

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ