แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

7 ข้อดี ว่าทำไมตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ ถึงเหมาะกับการเป็น "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ให้เรามากที่สุด

 7 ข้อดี ว่าทำไมตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ ถึงเหมาะกับการเป็น "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ให้เรามากที่สุด


1. Valuation อยู่ในโซนต่ำ (Margin of Safety สูง)


เมื่อราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดปรับฐานลงมาลึก ดัชนี SET ซื้อขายกันบนระดับ P/E และ P/BV ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีต (Trailing P/E อยู่ในระดับประมาณ 14-17 เท่า ถือว่า Fair ถึง Under-priced ในหลายอุตสาหกรรม)


 แก่นคิด: การซื้อหุ้นที่ราคาถูกลง ทำให้เราได้ Margin of Safety (ส่วนต่างความปลอดภัย) ที่สูงขึ้น โอกาสที่เงินต้นจะขาดทุนรุนแรง (Capital Loss) ในระยะยาวมีจำกัดลงอย่างมาก


2. อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดในรอบหลายปี (High Dividend Yield)


จากกลไกคณิตศาสตร์พื้นฐาน: 

เมื่อตัวหาร (ราคาหุ้น) ลดลงมาต่ำ แต่ผลประกอบการของกิจการขนาดใหญ่ยังแข็งแกร่งและจ่ายปันผลได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ส่งผลให้อัตราปันผลเฉลี่ยของตลาด (SET Dividend Yield) พุ่งขึ้นมาแตะระดับ 4.0% – 4.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักจะอยู่ราวๆ 2.8% – 3% เท่านั้น 


ยิ่งถ้าเจาะจงคัดหุ้นรายตัวในกลุ่ม SETHD หรือกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เราสามารถหาหุ้นพื้นฐานแกร่งที่ Yield ระดับ 5% – 7% ได้ไม่ยากเลยในเวลานี้


3. ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยนโยบายอย่างขาดลอย


ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและการลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจำกัด การได้กระแสเงินสดจากเงินปันผลระดับ 5% – 7% ย่อมสร้าง Real Yield (ผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ) ที่สูงกว่าการเติมเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินฝากหรือพันธบัตรอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เงินทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


4. หุ้นปันผลไทยส่วนใหญ่เป็น "ธุรกิจสัมปทานและสาธารณูปโภค" ที่ไร้คู่แข่ง


แก่นของตลาดหุ้นไทยคือโครงสร้างธุรกิจแบบ Oligopoly (ผู้เล่นน้อยราย) หุ้นที่จ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอในไทย มักเป็นผู้นำในเซกเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น:


 กลุ่มสื่อสารและคมนาคม

 กลุ่มพลังงาน/ไฟฟ้า

 กลุ่มโรงพยาบาลและค้าปลีกขนาดใหญ่


ธุรกิจเหล่านี้มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง (Predictable Cash Flow) และมีเกราะกำบังจากคู่แข่งรายใหม่ (High Barrier to Entry) ทำให้ความเสี่ยงที่ปันผลจะหายไปเฉยๆ นั้นต่ำมาก


5. สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดด้วย "เครดิตภาษีเงินปันผล" (Dividend Tax Credit)


นี่คือข้อดีที่ตลาดหุ้นต่างประเทศไม่มี และเป็นข้อได้เปรียบที่ทรงพลังที่สุดสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาในไทย


 ตามกฎหมายไทย หากบริษัทจดทะเบียนเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (เช่น 20%) เมื่อเราได้รับปันผลและถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เราสามารถนำเงินปันผลนั้นมา "ขอเครดิตภาษีคืน" ได้ในการยื่นภาษีประจำปี ซึ่งหากฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเราไม่ได้สูงลิ่ว การเคลมเครดิตภาษีคืนจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนรวม (Total Return) ให้เราแบบเนื้อๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงเพิ่มเลย


6. ตลาดอยู่ในภาวะ "กลัวปนเบื่อ" (สะสมหุ้นได้โดยไม่มีพรีเมียม)


เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อสินทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสด ไม่ใช่ตอนที่ทุกคนแย่งกันซื้อจนราคาแพง แต่คือตอนที่ตลาดอยู่ในภาวะ "ซึมลึก" ไร้ปัจจัยกระตุ้นหวือหวา


 การที่ตลาดหุ้นไทยไม่มี Growth Story หวือหวาเหมือนหุ้นเทคโนโลยีโลก ทำให้ไม่มีแรงเก็งกำไรมาดันราคา (No Valuation Premium) เราจึงสามารถใช้กลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีเพื่อ "เก็บเกี่ยวจำนวนหุ้น" เข้าพอร์ตได้อย่างใจเย็น ในราคาที่เป็นมิตรที่สุด


7. โอกาสได้ผลตอบแทน 2 เด้งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว (Dividend + Capital Gain)


การซื้อหุ้นปันผลในโซนราคาต่ำแบบนี้ นอกจากเราจะได้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อ (เด้งที่ 1) วันใดวันหนึ่งที่รอบของเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจน หรือเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามา ราคาหุ้นเหล่านี้ที่ถูกกดดันมานานก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ทำให้เรามีโอกาสได้ Capital Gain (กำไรจากส่วนต่างราคา) พ่วงมาเป็นของแถมก้อนใหญ่ในอนาคต (เด้งที่ 2) อีกด้วย


#จัดไป 

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ