7 ข้อควรรู้ จากการเดินพันครั้งสุดท้ายของ Warren Buffett ..ว่าไง !!
นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Buffett เคยถอยไปตั้งหลักแบบนี้ 4 ครั้งด้วยกัน และทุกครั้งเขาชนะแบบถล่มทลาย …และนี่คือครั้งที่ 5 ในอายุ 90 ปี ของเขา ที่ ‘ถอยมาตั้งรับ ถือเงินสด’ …มาดูกันว่าครั้งนี้ เขาจะถูกหรือไม่ ?
1. คำเตือนเดิมในรอบ 26 ปี: จาก "ฟองสบู่ดอทคอม" สู่ "กระแส AI"
….บัฟเฟตต์เคยเตือนเรื่อง "เงินที่ได้มาง่ายๆ มักทำให้คนขาดสติ" ตอนปี 2000 ก่อนตลาดยุคดอทคอมจะพังลงมา พอมาถึงยุคนี้ เขาออกมาเตือนอีกครั้งว่า "ผู้คนอยู่ในอารมณ์อยากเสี่ยงโชค/เล่นการพนัน กันมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"
ตัวเลขจริง: ในช่วงวิกฤต Dot-com (ปี 2000–2002) ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ร่วงลงหนักถึง 78% คนที่ไล่ราคาตอนนั้นต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี ถึงจะคืนทุน
2. ดัชนี Buffett Indicator พุ่งสูงทำสถิติใหม่ทะลุ 200%
….ดัชนีนี้เหมือนการเอามูลค่าหุ้นทั้งประเทศ มาเทียบกับขนาดเศรษฐกิจจริง (GDP) ถ้าหุ้นโตเกินหน้าเกินตาเศรษฐกิจไปเยอะ แปลว่าหุ้นเริ่ม "แพงเกินจริง"
ตัวเลขจริง: * ตอนฟองสบู่ Dot-com ปี 2000 ดัชนีนี้สูงประมาณ 140% - 150%
แต่ปัจจุบัน ดัชนีนี้ทะลุสูงถึง 218% - 234% ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึงกว่า 2-3 เท่า (Standard Deviations)
3. หุ้นเทคฯ แพงหูฉี่ คาดหวังอนาคตสูงลิบ
….ราคาหุ้นกลุ่ม AI และ Big Tech ในปัจจุบันไม่ได้วิ่งตามกำไรในปัจจุบัน แต่คนยอมจ่ายแพงมากๆ เพราะหวังว่า AI จะเปลี่ยนโลกในอนาคต
ตัวเลขจริง: ค่า P/E Ratio (ราคาหุ้นเทียบกับกำไร) ของหุ้นกลุ่มเทคฯ ขนาดใหญ่หลายตัวพุ่งสูงเกิน 40-50 เท่า (แปลว่าถ้ากำไรเท่าเดิม ต้องรอ 40-50 ปีถึงจะคืนทุน) ซึ่งเป็นระดับความแพงที่ใกล้เคียงกับช่วงจุดสูงสุดของ Dot-com
4. บรรยากาศตลาดกลายเป็น "คาสิโน" ย่อยๆ
….แทนที่คนจะซื้อหุ้นเพราะดูผลประกอบการของบริษัท แต่คนยุคนี้เข้าตลาดหุ้นเพื่อ "เทรดเอาสะใจ" เน้นรวยไว แห่ซื้อตามกระแสโซเชียลเหมือนเล่นการพนัน
ตัวเลขจริง: ปริมาณการซื้อขาย "ออปชันหมดอายุวันเดียว" …พุ่งสูงทำสถิติเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40%-50% ของวอลุ่มการเทรด S&P 500 Options ทั้งหมด ซึ่งบัฟเฟตต์ชี้ชัดว่า "นั่นไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นการพนัน"
5. สัญญาณจากพอร์ต: บัฟเฟตต์ "ตุนเงินสด" กองพะเนิน
…บัฟเฟตต์ไม่ได้แค่พูดเตือนอย่างเดียว แต่การกระทำของเขาก็ชัดเจนมาก เขาไล่ขายหุ้นออกจากพอร์ตแล้วเก็บเป็นเงินสดไว้ เพราะหาหุ้นราคาถูกที่น่าซื้อไม่ได้เลย
ตัวเลขจริง: บริษัท Berkshire Hathaway ของเขากวาดเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นตุนไว้สูงถึงเกือบ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่มีราวๆ 167,000 ล้านดอลลาร์ เกือบเท่าตัว) แถมยังลดสัดส่วนการถือหุ้นตัวท็อปอย่าง Apple และ Bank of America ลงอย่างมีนัยสำคัญ
6. ตลาดหุ้นโตอยู่แค่ "ไม่กี่ตัว" (ความเสี่ยงกระจุกตัว)
….เห็นภาพรวมดัชนีหุ้นพุ่งเอาๆ จริงๆ แล้วไม่ได้โตพร้อมกันทุกบริษัท แต่เกิดจากหุ้นเทคฯ ขนาดยักษ์ไม่กี่ตัวดันตลาดขึ้นไป ถ้าหุ้นยักษ์ใหญ่พวกนี้ล้ม ดัชนีทั้งตลาดก็พร้อมพังลงมาทันที
ตัวเลขจริง: หุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 10 ตัวแรกในดัชนี S&P 500 มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกันเกือบ 40% ของทั้งดัชนี ซึ่งเป็นระดับการกระจุกตัวที่สูงที่สุดในรอบกว่า 60 ปี (นับตั้งแต่ยุค 1960s)
7. ประวัติศาสตร์เตือนใจ: ตลาดไม่ได้พังในวันเดียว
…..บัฟเฟตต์ออกมาเตือน ไม่ได้แปลว่าหุ้นจะตกพรุ่งนี้ทันที ตลาดอาจจะพุ่งต่ออีกเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้ แต่ยิ่งพุ่งสูงโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เวลาตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บหนัก
ตัวเลขจริง: ตอนที่บัฟเฟตต์เตือนเรื่องฟองสบู่ครั้งแรกในช่วงปี 1999–2000 ตลาดหุ้นยังคงวิ่งขึ้นต่อได้อีกพักใหญ่ ก่อนที่ในที่สุดจะดิ่งลงรุนแรงลากยาวนานถึง 3 ปีเต็ม (ปี 2000–2002)
สรุปสั้นๆ
บัฟเฟตต์ไม่ได้บอกให้เรากลัวจนถอนเงินหนีออกจากตลาดทั้งหมด แต่เขากำลังบอกว่า "ช่วงที่ทุกคนกำลังโลภและรวยง่ายๆ ให้เพิ่มความระมัดระวัง อย่าลืมเก็บเงินสดไว้บ้าง และอย่าวิ่งไล่ตามหุ้นที่แพงเกินจริง" เพราะในโลกการลงทุน ยามที่น้ำลดเท่านั้น เราถึงจะรู้ว่าใครไม่ได้ใส่กางเกงว่ายน้ำ!
…
(สถิติ และ ผลลัพธ์ ในอดีต และการเดิมพัน)
ในอดีต Warren Buffett เคยใช้กลยุทธ์ “ถอยออกไปตั้งหลัก / สะสมเงินสดก้อนโต / ขายหุ้นสุทธิ” เมื่อเห็นว่าตลาดแพงเกินไปและเต็มไปด้วยการเก็งกำไรมาแล้ว 4 ครั้งใหญ่ๆ ในประวัติศาสตร์
และที่สำคัญ เขารอดและกลับมาชนะตลาดแบบมหาศาลทุกรอบ นี่คือสถิติและข้อมูลเชิงลึกของแต่ละรอบครับ
1. ปี 1969: ปิดกองทุน Buffett Partnership (ครั้งแรกที่ยอมเลิกเล่น)
…ในช่วงปลายยุค 1960s ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดกระแสเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม Go-Go Stocks (หุ้นเติบโตที่ไม่มีพื้นฐาน)
สิ่งที่ Buffett ทำ: บัฟเฟตต์ตัดสินใจ "ยุบกองทุน" (Buffett Partnership) คืนเงินให้ผู้ร่วมลงทุนทั้งหมด โดยเขียนจดหมายบอกว่า “ผมไม่เข้าใจตลาดแบบนี้อีกต่อไป และหาหุ้นราคาถูกที่มี Margin of Safety ไม่ได้แล้ว”
สถิติ & ผลลัพธ์:
หลังจากนั้นในปี 1973–1974 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) พังทลายลงมาเกือบ -50%
บัฟเฟตต์ที่ถือเงินสดไว้เต็มมือ กว้านซื้อหุ้นดีๆ ในราคาถูกสุดๆ เช่น The Washington Post ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้เขาหลักพันเปอร์เซ็นต์ในเวลาต่อมา
2. ปี 1999–2000: วิกฤตฟองสบู่ Dot-com (โดนหัวเราะเยาะ แต่ชนะในที่สุด)
….ตลาดหุ้นเทคโนโลยีพุ่งทะยานไม่หยุด นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีแม้แต่รายได้ บัฟเฟตต์โดนวิจารณ์หนักมากว่า "ตกรุ่น ตกยุค" เพราะเขาไม่ยอมซื้อหุ้นเทคฯ เลย
สิ่งที่ Buffett ทำ: ขายหุ้นบางส่วน และตุนเงินสดเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด ณ เวลานั้น
สถิติ & ผลลัพธ์:
ดัชนี Nasdaq ดิ่งลง -78% ในช่วงปี 2000–2002
หุ้นดอทคอมหลายร้อยบริษัทล้มละลาย แต่พอร์ตของ Berkshire Hathaway แทบไม่ได้รับผลกระทบ แถมยังมีเงินสดไปช้อนซื้อสินทรัพย์ราคาถูกได้อีก
3. ปี 2007–2008: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Crisis)
….ก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ ร้อนแรงสุดขีด
สิ่งที่ Buffett ทำ: ตั้งแต่ปี 2005–2007 บัฟเฟตต์ปล่อยให้เงินสดสะสมเพิ่มขึ้นจนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง ~25% ของสินทรัพย์รวม และเน้นขายหุ้นมากกว่าซื้อ
สถิติ & ผลลัพธ์:
ดัชนี S&P 500 ร่วงหนัก -57% ในช่วงปี 2007–2009
บัฟเฟตต์ใช้เงินสดก้อนโตกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์ เข้าไปอัดฉีดและช่วยชีวิตสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs, General Electric และ Bank of America โดยได้ดีลพิเศษ (หุ้นบุริมสิทธิที่ให้ปันผลสูงถึง 8-10%) ซึ่งทำกำไรให้เขาอย่างมหาศาลหลังตลาดฟื้นตัว
4. ปี 2019–2020: ก่อนวิกฤต COVID-19 Flash Crash
…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำ New High ต่อเนื่องหลายปี Valuation เริ่มตึงตัว
สิ่งที่ Buffett ทำ: ในช่วงปลายปี 2019 บัฟเฟตต์ตุนเงินสดไว้สูงถึง 128,000 ล้านดอลลาร์ (สถิติสูงสุดใหม่ในขณะนั้น)
สถิติ & ผลลัพธ์:
ตลาดหุ้นปรับฐานรุนแรงจาก COVID-19 ในเดือนมีนาคม 2020 โดย S&P 500 ดิ่งลง -34% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
เงินสดก้อนนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพและเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงให้ Berkshire ผ่านพ้นช่วงผันผวนได้อย่างสบายๆ
5. ปี 2024–2026: ยุคปัจจุบัน (รอบที่ 5 ในประวัติศาสตร์)
สิ่งที่ Buffett กำลังทำอยู่ตอนนี้:
ขายหุ้นสุทธิ (Net Seller) ติดต่อกันยาวนานถึง 13-14 ไตรมาส (ยาวนานที่สุดในชีวิตการลงทุนของเขา)
ลดสัดส่วนหุ้นใหญ่อย่าง Apple (ขายไปมากกว่า 2/3 ของที่เคยถือ) และ Bank of America
ถือเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสูงถึง $370,000 - $397,000 ล้านดอลลาร์ (สูงสุดในประวัติศาสตร์ และมากกว่าเงินสำรองของธนาคารกลางสหรัฐฯ บางส่วนเสียอีก)
….ทำไมสถิตินี้ถึงน่าตกใจ?
สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเท่าตัว: โดยปกติแล้ว Berkshire Hathaway จะถือเงินสดในพอร์ตลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น แต่ตอนนี้พุ่งขึ้นมาเกือบ 60%
ถือเงินสดมากกว่าพอร์ตหุ้นแล้ว:
เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ มูลค่าเงินสดและพันธบัตรรัฐบาล ($397.4B) สูงกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดที่ Berkshire ถืออยู่ ($274.2B)
พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเป็นหลัก:
เงินสดเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์นี้ ไม่ได้นอนนิ่งๆ ในธนาคาร แต่นำไปพักไว้ใน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น (U.S. Treasury Bills) ประมาณ $339 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างดอกเบี้ยรับความเสี่ยงต่ำให้บริษัทหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
สัดส่วนเงินสดที่พุ่งขึ้นมาสูงขนาดนี้ สะท้อนชัดเจนว่า Buffett และทีมบริหารมองว่า "ตลาดหุ้นตอนนี้แพงเกินไป จนการถือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่าการซื้อหุ้น" ครับ
#จัดไป