เมื่อทองคำลงจบ ปรับฐานรอบนี้เสร็จ …ทองคำก็จะกลับมาเป็นขาขึ้นต่อไป ใช่หรือไม่ ?
ในระยะยาวหลังจากราคาทองคำปรับฐานจบแล้ว "ใช่ครับ มันจะยังคงเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ตามวัฏจักรของมันอยู่ดี"
ทองคำไม่ใช่มูลค่าหุ้นที่ขึ้นอยู่กับผลกำไรรายไตรมาส แต่มันคือ "ไม้บรรทัดวัดความเสื่อมมูลค่าของเงินกระดาษ" (Fiat Currency Anti-Thesis)
ตราบใดที่ระบบการเงินโลกยังขับเคลื่อนด้วยการพิมพ์เงินและสร้างหนี้สินที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (Debt Expansion)
ในระยะยาวราคาทองคำในรูปเงินสกุลต่างๆ ก็จะต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสะท้อนอัตราเงินเฟ้อสะสมเสมอ
เพื่อให้เห็นภาพว่าเมื่อระบบการเงินโลกกลับสู่ภาวะปกติ ราคาควรไปอยู่ที่จุดไหน และประวัติศาสตร์เคยจบลงอย่างไร ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ:
1. เมื่อระบบการเงินโลกกลับสู่ภาวะปกติ ราคาทองคำควรอยู่ที่ระดับใด?
คำว่า "ภาวะปกติ" ของการเงินโลกในอนาคต (Post-Adjustment) ไม่ใช่การกลับไปหาอดีต แต่คือจุดที่ "ดอกเบี้ยที่แท้จริงเริ่มนิ่ง และธนาคารกลางหยุดขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง"
สถาบันการเงินระดับโลก (เช่น J.P. Morgan, UBS) และแบบจำลองมูลค่าเชิงโครงสร้างระยะยาว (Long-term Equilibrium Model) ประเมินว่า หลังจากทองคำทำจุดต่ำสุด (Floor) จากการปรับฐานรอบนี้เสร็จสิ้นแล้ว ในรอบถัดไปราคาเป้าหมายที่สมดุลของทองคำจะถูกขยับขึ้นฐานใหม่ (New Centre of Gravity) อย่างมีนัยสำคัญ:
ราคาเป้าหมายในสกุลเงินดอลลาร์: คาดการณ์ว่าจะทะยานขึ้นไปสร้างสมดุลใหม่ในโซน $5,500 - $6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในช่วงปลายปี 2026 ถึง 2027
เหตุผลรองรับ: ฐานราคานี้ไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไรของรายย่อย แต่เกิดจาก "โครงสร้างหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่สูงเป็นประวัติการณ์"
และการที่ธนาคารกลางทั่วโลก (โดยเฉพาะจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศเกิดใหม่) ยังคงเดินหน้า Systematic Diversification หรือการลดการถือครองทุนสำรองในรูปดอลลาร์สหรัฐ แล้วเปลี่ยนมาสะสมทองคำแท่งแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน
2. บทเรียนในอดีต: วิกฤตสลับขั้วครั้งใหญ่ "Bretton Woods ล่มสลาย" (ปี 1971 - 1980)
เหตุการณ์ที่ตรงกับคำถามของที่ว่า "มันเคยเกิดขึ้นไหม แล้วจบลงอย่างไร" คือช่วง ทศวรรษ 1970 ซึ่งระบบการเงินโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โมเดิร์น
ชนวนเหตุ: สหรัฐฯ พิมพ์เงินดอลลาร์ออกมามากเกินไปจากค่าใช้จ่ายสงครามเวียดนาม จนประเทศต่างๆ เริ่มไม่เชื่อมั่นและเอาเงินดอลลาร์ไปขอแลกกลับเป็นทองคำแท่ง ในที่สุดปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ต้องประกาศยกเลิกระบบที่ผูกดอลลาร์ไว้กับทองคำ (End of Bretton Woods) เงินดอลลาร์กลายเป็นเงินกระดาษที่ไม่มีอะไรหนุนหลังทันที
ความผันผวนระหว่างทาง (เหมือนปัจจุบัน):
พอปล่อยลอยตัว ราคาทองคำพุ่งกระฉูดจาก $35 ขึ้นไปแตะเกือบ $200 ดอลลาร์
จากนั้นในปี 1974-1976 สหรัฐฯ พยายามกู้ศรัทธาคืนโดยการ "ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างดุดัน" ส่งผลให้ทองคำเกิดการ "ปรับฐานครั้งใหญ่ (Mid-Cycle Correction) ร่วงลงไปลึกถึง -47%" ลงไปกองแถว $100 ดอลลาร์ต้นๆ
คนในยุคนั้นคิดว่าทองคำพังแล้วและหมดความเป็นหลุมหลบภัย
จุดจบของเหตุการณ์: การขึ้นดอกเบี้ยในตอนนั้นไม่สามารถหยุดยั้งโครงสร้างเงินเฟ้อระยะยาวได้ พอการปรับฐานจบลง เงินเฟ้อพุ่งต่อ ดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ทองคำได้ระเบิดขึ้นเป็นขาขึ้นรอบที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ วิ่งจาก $100 ดอลลาร์ ทะยานทะลุ $850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 1980 (ขึ้นมา 8 เท่าหลังปรับฐานจบ)
ก่อนที่วัฏจักรจะจบลงเมื่อ Paul Volcker (ประธาน Fed ยุคนั้น) ตัดใจขึ้นดอกเบี้ยโหดระดับ 20% เพื่อฆ่าเงินเฟ้อให้ตายสนิท ระบบการเงินโลกจึงกลับสู่ภาวะปกติ
3. สรุปความเชื่อมโยงสู่กลยุทธ์ "เงินสด" ในมือ
จากสถิติประวัติศาสตร์ 70 ปีที่ผ่านมา ทุกๆ รอบของการเป็นขาขึ้นของทองคำ (Gold Bull Cycle) มักจะมี "การปรับฐานระหว่างทางที่โหดเหี้ยมเสมอ (ลงได้ตั้งแต่ 15% ถึง 47%)" เพื่อสะบัดคนเก็งกำไรระยะสั้นออกให้หมด
ดังนั้น ภาพที่เห็นทองคำร่วงลงมาเกือบ 30% ในตอนนี้ จึงไม่ใช่จุดจบของทองคำ แต่เป็น "กลไกการรีเซ็ตวัฏจักรเพื่อเตรียมขึ้นรอบใหม่"
#จัดไป
(เอาชัดๆ ถ้ารอบนี้ FED ต้องขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ ในกรณีที่เงินเฟ้อพุ่ง …ทองอาจลงต่อ อีกหน่อย …จุดนั้น ผมว่า น่าเก็บแล้วถือยาว นั่นเอง ..จร้า!!!)