แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7 ข้อคิด สร้างพอร์ตปันผลเกษียณ เริ่มวันนี้เลย

 7 ข้อคิด สร้างพอร์ตปันผลเกษียณ เริ่มวันนี้เลย


1. การเริ่มปั้นพอร์ตเกษียณ ต้องเริ่มในวันที่ไม่พร้อม เพราะ ถ้ารอพร้อมมักจะสายเกินไปแล้ว 


2. การเริ่มจากเงินน้อย ทำง่ายกว่าเริ่มจากเงินก้อน …เพราะ เรามักมีเงินก้อน ในเวลาที่หุ้นใกล้ดอย ไม่น่าลงทุนเสมอ


3. พอร์ตเกษียณที่ดี ‘มั่นคงและปันผล‘ ไม่ใช่แค่มีเงินก็ทำได้ แต่ต้องใช้การสะสมอย่างน้อย 10 ปี ขึ้นไป 


4. ตลาดหุ้นไทยเหมาะกับปั้นพอร์ตเกษียณมาก เพราะ ตลาดเราเน้นปันผล สูงกว่าตลาดต่างประเทศ


5. หุ้นพอร์ตเกษียณให้เลือกหุ้นพื้นฐาน ไม่เน้นหุ้นเปลี่ยนโลก เพราะ คาดเดาไม่ได้ …โจทย์คือ ’ถามว่าอีก 20 ปี บริษัทนี้น่าจะยังอยู่ดีไหม?’ 


6. หุ้นซิ่ง หุ้นเติบโต สามารถใส่เข้ามาในพอร์ตเกษียณ แต่ไม่ควรเกิน 20 % …และ ควรซื้อหุ้นเสี่ยงในเวลาต้นรอบ ไม่ใช่ปลายรอบ


7. พอร์ตเกษียณให้ดูที่เงินปันผลเป็นหลัก …ตัวเลข การเติบโต ให้มองเป็นผลพลอยได้ ..แปลว่า ถ้าช่วงไหนที่หุ้นในพอร์ตโตเกินปันผลมากๆ ก็ต้องแบ่งขาย แล้วเอาเงินมาซื้อตัวปันผลสูง ให้พอร์ต Balance 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับหุ้นอสังหาไทยที่ถูกและให้ปันผลดี

 7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับหุ้นอสังหาไทยที่ถูกและให้ปันผลดี 


1. ปันผลสูงคือ "กันชน" แต่ไม่ใช่ "เครื่องยนต์"

ปัจจุบันหุ้นอสังหาฯ ตัวท็อปอย่าง AP, SIRI, SPALI จ่ายปันผลระดับ 7% - 10% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมหาศาล ปันผลนี้ทำหน้าที่เป็น "กันชน" ไม่ให้ราคาหุ้นลงไปลึกกว่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะวิ่งขึ้น เพราะตลาดกังวลเรื่องการเติบโตของกำไรในอนาคต


2. กับดักหนี้ครัวเรือน (90% ของ GDP)

นี่คือปัจจัยลบเบอร์หนึ่งของปี 2026 ครับ เมื่อหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยกู้ (Rejection Rate สูง) ทำให้แม้บริษัทจะมียอดจอง (Presales) ดี แต่ "โอนไม่ได้"


3. ตลาด "กลุ่มบน" เริ่มมีอาการ Oversupply

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทุกบริษัทหนีไปทำบ้านหรู 20-50 ล้านบาทกันหมด จนตอนนี้ในปี 2026 เริ่มเห็นสัญญาณสินค้าล้นตลาด (Stock ค้าง)


4. ดอกเบี้ยขาลงคือ "ข่าวดีที่ต้องรอ"

หากธนาคารกลางเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2569 นี้ จะเป็นบวกต่อหุ้นอสังหาฯ 2 ทาง: 1. คนซื้อบ้านผ่อนน้อยลง 2. ต้นทุนการเงินของบริษัท (หุ้นกู้) ต่ำลง แต่ต้องระวังว่าถ้าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้น ดอกเบี้ยลดก็อาจจะช่วยได้ไม่มากนัก


5. กระแสเงินสดอิสระ (FCF) สำคัญกว่ากำไรสุทธิ

ให้ดูว่าบริษัทนั้นมีเงินสดเหลือหลังลงทุนไหม? หุ้นอสังหาฯ ที่น่าลงทุนคือตัวที่ "สร้างเสร็จ-ขาย-โอน" ได้เร็ว (Inventory Turnover สูง) ไม่ใช่ตัวที่เปิดโครงการใหม่ตลอดเวลาแต่ไม่มีเงินสดกลับเข้าบริษัท


6. มองหา Recurring Income มาช่วยพยุง

หุ้นอสังหาฯ ที่มีความเสี่ยงต่ำในปีนี้คือกลุ่มที่มี "รายได้สม่ำเสมอ" มาเสริม เช่น QH (มีปันผลจาก HMPRO/LHFG) เพราะในวันที่คนไม่ซื้อบ้าน บริษัทเหล่านี้ยังมีรายได้ทางอื่นมาจ่ายปันผลให้คุณได้ครับ


7. หุ้นอสังหาถูกแบบนี้ เคยมีมา 3 ครั้งแล้ว คือ ต้มยำกุ้ง 2540 , แฮมเบอร์เกอร์ 2551 , โควิต 2563 …และก็วันนี้ !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ถ้ารอบนี้ตลาดหุ้นไทยขึ้นจริง

 7 ข้อควรรู้ ถ้ารอบนี้ตลาดหุ้นไทยขึ้นจริง


1. หุ้นใหญ่ปันผลจะเป็นพระเอก …รอบนี้หุ้นใหญ่ตัวหลักปันผล ราคาถูกจัด เป็นโอกาสทองในรอบ 10 ปี 


2. คนส่วนใหญ่จะตกรถ …แน่ละ ทุกรอบที่ตลาดขึ้นจริงแปลว่า คนที่อยากจะขายหุ้นได้ขายไปหมดแล้ว


3. พื้นฐานจะวิ่งตามมาเอง …ตลกร้ายตลาดหุ้นคือ เหตุผลมันจะมาหลังราคาเสมอ …ถ้าหุ้นขึ้นจริงจัง เดี๋ยวข่าวและพื้นฐานดี จะตามมาเอง


4. ถ้าคนที่อยากขายได้ขายหมด ตลาดจะกลับตัว แล้วขึ้นรอบใหม่ ที่จะทำจุดสูงสุดรอบใหม่ …‘New High มันมีจุดเริ่มจากความสิ้นหวังที่สุด’


5. ตลาดจะปรับฐานระหว่างทางขึ้น เป็นโอกาสให้สามารถเข้าซื้อเพิ่มได้เรื่อยๆ 


6. จบรอบหุ้นใหญ่จะตามมาด้วยหุ้นเล็กที่แรงกว่า …เข้าสู่ช่วง High Risk High Return ในที่สุด


7. ถ้ารอบนี้ไม่เกิดขึ้นจริง ก็เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ด้วย …หลักๆ คือ ผมพยายามใช้เงินเย็น ไม่เล่นมาร์จิ้น ไม่อัด Leverage ถ้าไม่ชัวร์จริงๆ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

7 ข้อควรรู้ ‘คนที่เปิดโอกาสให้ตัวเองรวย ถึงจะสามารถรวยได้มาก’

 7 ข้อควรรู้ ‘คนที่เปิดโอกาสให้ตัวเองรวย ถึงจะสามารถรวยได้มาก’ 

  1. คนที่รวยส่วนนึงคือ โชค แต่อีกส่วนคือ ‘การเปิดโอกาสให้ตัวเองรวย’ ..เข้าใจรายได้ที่มีข้อจำกัด กับ ไม่มีข้อจำกัด
  2. การเปิดโอกาสให้ตัวเองรวย คือ การเข้าใจการบริหารความเสี่ยง (นี่คือเหตุผลที่ว่า นักพนัน ไม่เคยรวย …หรือถึงแม้จะได้เงินเยอะ ก็จะเสียหายในที่สุด)
  3. สินทรัพย์คือสิ่งที่สามารถเปิดโอกาสให้เรารวยได้มากที่สุด เพราะ มันไม่มี Limit ในการขึ้น และ การลง
  4. คนส่วนใหญ่เอาเงินใส่ไว้ในสิ่งที่ Limit ขาลง …ซึ่งแปลว่า สิ่งนั้นย่อม Limit ขาขึ้นเช่นกัน
  5. ความเสี่ยงจริงๆ ขึ้นอยู่ที่ความเข้าใจในความเสี่ยง สำคัญที่สุด
  6. เมื่อมีเงินเพิ่มขึ้น ต้องพยายามแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดต่อเนื่อง
  7. วิธีหาเงิน กำหนด ระดับความรวยของเราแต่ละคน มากที่สุด
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ Cycle ของทุกสินทรัพย์

 7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ Cycle ของทุกสินทรัพย์ 

  1. สิ่งได้จะเป็นสินทรัพย์ สิ่งนั้น ย่อมต้องมี หนึ่ง คนต้องการ และ สอง มันต้องมีจำนวนจำกัด …นอกนั้น ไม่ใช่สินทรัพย์ 
  2. ‘สินทรัพย์ที่ดี’ ต้องมีประโยชน์ใช้สอยจริง …และ จะยิ่งดีมาก ถ้าสินทรัพย์นั่นสามารถ สร้างเงินปันผล Cash flow ให้เราอย่างต่อเนื่อง
  3. สินทรัพย์ทุกอย่าง อยู่ภายใต้วัฏจักร หรือ Cycle …จนกว่า มันจะตายไป ’เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป’ และวนเวียนเกิดใหม่ ตรายเท่าที่ประโยชน์ใช้สอยยังคงมีอยู่
  4. สินทรัพย์ที่ดี ทำให้คนเสียหายมากกว่าสินทรัพย์ไม่ได้ดี หากซื้อในเวลาที่ทุกคนแย่งกันเข้าซื้อ
  5. สินทรัพย์ที่ไม่ดี บางครั้งก็สร้างกำไรให้เราได้มหาศาล หากเรากล้าซื้อในเวลาที่คนส่วนใหญ่หนีตาย (แต่ยังไง การเลือกอยู่กับสินทรัพย์ที่ดี ย่อมดีกว่าในระยะยาว)
  6. อิสรภาพทางการเงินจะเกิดในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างเงินปันผลเท่านั้น …ส่วนสินทรัพย์ที่ไม่ปันผล เราต้องหาจังหวะทำกำไร
  7. การมอง Cycle ของสินทรัพย์ให้ขาด ต้องตัด Bias และ อีโก้ (ความสำเร็จของเราในอดีต) แล้วเหลือไว้แต่ข้อมูลที่ปราศจากอารมณ์เท่านั้น

: “เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อสินทรัพย์ คือเวลาที่ไม่มีใครอยากซื้อ …และ เวลาขายสินทรัพย์ที่ดีที่สุด ก็คือ เวลาที่ใครๆ  ก็อยากเข้าซื้อ”


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อควรรู้ ‘อย่าลงทุนแบบขาขึ้นอย่างหงส์ ขาลงอย่างหมา‘

 7 ข้อควรรู้ ‘อย่าลงทุนแบบขาขึ้นอย่างหงส์ ขาลงอย่างหมา‘ 


1. การลงทุนในปัจจุบัน ถ้าไม่ระวังมันคล้ายกับการพนันอย่างมาก …สาเหตุก็เพราะสามารถใช้ Leverage ได้สูง …พูดๆ ง่ายคือ มี 1 บาท สามารถแทงได้ 100 บาท


2. การลงทุนอย่ามองแต่ขาขึ้น ให้มองขาลงด้วย …ขาขึ้นใครๆ ก็กำไร แต่คนเก่งจะเข้าใจและอยู่รอดตอนขาลง


3. การ Leverage หรือ Margin ต้องคำนวณการแกว่งสูงสุดของสินทรัพย์ให้ดี ไม่งั้น กำไรเท่าไหร่สุดท้ายก็เจ๊งอยู่ดี 


4. ความน่าเชื่อถือของ Platform ที่เราลงทุน สำคัญมาก …ถ้าเงินน้อย คุณจะเทรดที่ไหน กับใครก็ได้ แต่พอเงินเยอะ คุณต้องแน่ใจว่า Platform ที่เราเอาเงินใส่เข้าใจ น่าเชื่อถือ มั่นใจ และ ไม่โกงเรา


5. การ All in เทรดหมดหน้าตัก มันเป็นการการันตีว่า …ยังไงเราก็แพ้ ถึงชนะ 9 ใน 10 ครั้ง แต่ถ้าผิดครั้งเดียว เงินทั้งหมดที่ทีก็ศูนย์อยู่ดี 


6. แล้วคนที่เขาพูดว่า All in แล้วชนะ ..จริงๆ เขาไม่ได้ All in เขาแค่ ลงทุนเป็นพอร์ตฟอริโอ ต่างหาก …คล้ายๆ หลักการของ Private Equity หรือ Venture Capital ‘เสี่ยงมาก แต่กระจายเพียงพอ‘ แค่นั้น


7. การลงทุนที่เราจะรอดแล้วรวย อย่าเน้นหล่อ อย่าโชว์ออฟ เพราะ มันจะเป็นกับดักให้เราพังในที่สุด


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

7 ข้อ ก้าวผ่านเศรษฐีมือใหม่สู่มืออาชีพ

 7 ข้อ ก้าวผ่านเศรษฐีมือใหม่สู่มืออาชีพ


เคยได้ยิน New Money กับ Old Money ไหมครับ ….เอาให้ใกล้ตัวก็ คนที่เพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆ กับ คนขับที่ขับรถมา 20 ปี มันก็จะต่างกัน 


1. การมุ่งแต่สร้างตัวเลขในบัญชี มันเครียดและไม่ยั่งยืน …มืออาชีพจะเน้นการสร้าง Cash Flow โดยเน้นไปที่ Passive Income  เพราะ นี่คือ อำนาจจับจ่ายใช้สอยที่แท้จริง


2. มือใหม่จะคิดว่า ยิ่งพอร์ตโตเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น …แต่มืออาชีพจะรักษาสมดุลย์พอร์ต คือ ถ้าช่วงไหนโตเร็ว จะต้องระวังเป็นพิเศษ (สัญญาณฟองสบู่) …ต้องกันกำไรออกมาสำรองเผื่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด


3. มือใหม่จะรีบให้รางวัลตัวเอง หรือ รีบขยายฐานะตัวเองโดยสร้างภาระระยะยาวเร็วเกินไป …เช่น รีบซื้อรถในฝัน ซื้อบ้านในฝัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้การกู้ยืม ซึ่งอันตรายมาก


4. มือใหม่จะคิดว่า ต้องเอาเงินไปต่อยอด ยิ่งขยายธุรกิจ หรือไปลงทุนเพิ่มให้มากๆ …แต่มืออาชีพมักขยายธุรกิจในตลาดขาลง เพราะ คู่แข่งน้อย เจ็บตัวกันหมด เป็นเวลาขยายที่ดี


5. การออกนอกความถนัดเร็วเกินไป …มืออาชีพมักจะต่อยอด จากจุดแข็งที่ตัวเองถนัด ไม่ขยายธุรกิจแบบเปะปะ หรือลงทุนเปะปะ


6. การสร้างคอนเนคชั่นในขาขึ้น ต้องระวังการเลือกคบคนให้มาก …เพราะคนที่เข้ามาหาประโยชน์จะแฝงเข้ามา …เอาตรงๆ เพื่อนพวกนี้พาเราไปเสียเงิน เสียรู้ เยอะกว่า


7. เศรษฐีมือใหม่มักพาตัวเองไปสู่หายนะครั้งใหม่ เพราะความประมาทและหลงตัวเอง …รู้ตัวอีกที เราก็เสียหายหนักไปแล้ว …ไอ้ทีแสบกว่านั้น คือ เราเสียหายหนักจากวิธีการเดียวกับที่ทำให้เราสำเร็จก่อนหน้านี้อ่ะซิ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อคิด ภาววิทย์สรุปมา

 7 ข้อคิด ภาววิทย์สรุปมา

จากบทความของ คุณภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในภาพที่ส่งมา สามารถสรุปข้อคิดสำคัญ 7 ข้อ เพื่อการลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้ดังนี้ครับ


1. ความเพียรคือหัวใจ (เล่นไม่เลิก)

เคล็ดลับความสำเร็จไม่ใช่ความอัจฉริยะ แต่คือการ "ไม่เลิก" แม้จะล้มกี่ครั้งก็ตาม คนที่อดทนและดื้อด้านพอที่จะยืนหยัดอยู่ในตลาดหุ้นได้นานที่สุด คือคนที่จะมั่งคั่งในที่สุด


2. ตลาดหุ้นคือบทเรียนชีวิต

ตลาดหุ้นมีทั้งช่วงที่ "หาเงินง่าย" และ "ช่วงที่ยากจนขาดทุน" การได้สัมผัสทั้งสองช่วงจะช่วยให้เราเข้าใจวิธีการ ทรงตัวในตลาด ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่มีใครสอนได้


3. การลงทุนไม่ใช่แค่การซื้อขาย

อย่ามองว่าการลงทุนคือการซื้อๆ ขายๆ ไปวันๆ แต่คือการ ปรับวิธีการลงทุน ให้พร้อมรับมือกับวิกฤตและความผันผวนตลอดเวลา เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการ "วางเงินให้ทำงานแทนเรา"


4. หลักการ "อดทนรวย"

เมื่อเราซื้อหุ้นที่เข้าใจและถือมันได้นานพอ หุ้นจะให้ผลตอบแทนทั้งในรูปแบบของ เงินปันผล และ กำไรส่วนต่าง หลักการง่ายๆ แต่ทำยากคือ "ซื้อหุ้นดีแล้วถือไว้" นั่นเอง


5. เปลี่ยนจาก Work for Money เป็น Money Work for You

แบ่งขั้นตอนการเงินออกเป็น 2 Step:

• Step 1: หาเงินจากแรงและเวลา (เช่น การเทรดซื้อขาย) เพื่อสะสมทุน

• Step 2: นำ "เงินเย็น" (เงินที่ตัดออกจากชีวิตได้) ไปซื้อหุ้นปันผลเพื่อให้เงินเริ่มทำงานแทนเรา


6. สร้างอิสรภาพทางการเงินเบื้องต้น

เป้าหมายแรกที่ต้องไปให้ถึงคือ การทำให้ "เงินปันผล" ที่ได้รับจากหุ้น มีมูลค่ามากกว่า "เงินเดือน" ของเรา เมื่อถึงจุดนั้นเราจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเงินทำงานแทนเราได้อย่างไร


7. คุณภาพ และ จังหวะ

บทเรียนสำคัญที่สุดคือการเลือก "หุ้นที่มีคุณภาพ" และเข้าซื้อใน "จังหวะที่ถูกต้อง" แม้ช่วงแรกจะผิดพลาดบ้าง แต่ความผิดพลาดเหล่านั้นจะสอนเราเอง ขอแค่มีวินัยและอดทนรอคอยผลลัพธ์ที่คุ้มค่าได้


7 ข้อ ล้มก่อนรวย ขอไม่ล้มได้ไหม

 7 ข้อ ล้มก่อนรวย ขอไม่ล้มได้ไหม

‘เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ มักจะเป็นคนที่ล้มเหลวมาก่อน ?‘ 


..แต่ก่อน สงสัยมาก ‘ทำไมผมจะต้องเจ๊ง ก็แค่ระวัง แล้วชนะตลอดไม่ได้เหรอ จะได้สบาย‘ — ’ไม่ได้!!’ 


…เพราะ ทุกครั้งที่เราชนะ หรือ ประสบความสำเร็จ เราจะเริ่ม ฮึกเหิม …เราจะคิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาดกว่าคนอื่น …และเราก็มักจะคิดว่า ที่เราสำเร็จมาได้ ก็มาจากฝีมือเราเองล้วนๆ …นี่แหละ ’ความประมาท ที่เกิดจากการหลงตัวเอง และ จุดนี้เองที่จะพาเราไปเจอวิกฤตครั้งใหม่ในชีวิต’ 


…สมมุติเราซื้อ หุ้น หรือ เหรียญ อะไรก็ได้ แล้วเผอิญ มันขึ้นไป 100 เท่า …เงินที่เราลงทุนจาก 1 ล้าน ก็จะเป็น ‘ร้อยล้าน‘ - นี่ไง ’ผมเก่ง’ …แล้วไงต่อ ?


พอถึงจุดนี้วิธีคิดเราจะเปลี่ยนละ …พอเรากำไรจากอะไรมาเยอะๆ เราจะเริ่มมองหาแต่กำไรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ลืมไปว่า …จุดที่เรากำไรนี้ มันต่างจากจุดที่เราเริ่มมาเยอะมาก ….ถ้าคนที่มีประสบการณ์จะเริ่มลดความเสี่ยง เช่น การทยอยขาย แล้วกระจายไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงน้อยลง 


แต่คนที่เพิ่งสำเร็จ ‘มือใหม่ของความสำเร็จ’ จะอยากสำเร็จแบบนี้ไปเรื่อยๆ …เขาจะไม่ลดความเสี่ยง แต่จะเสี่ยงแบบเดิม หรือ มากขึ้นไปอีก จนสุดท้ายแม่งเจ๊ง !! …แบบที่คนลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นอยู่ ณ ตอนนี้เลย


แล้วไงต่อล่ะ ?


‘ได้สติละ’ 


ใช่.. คนที่กำลังเจ๊ง หรือดอยหุ้นไทยเวลานี้ ได้สติแล้ว ว่า จริงๆ ความสำเร็จที่ผ่านมา ส่วนนึงที่สำคัญกว่า ฝีมือ ก็คือ ‘จังหวะ‘ ก็เราเข้ามาเวลาตลาดขึ้น …ถึงเราไม่ได้เก่งอะไรมาก มันก็รวยอยู่ดี 


แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดไทย ยังปรับฐานลงไม่จบ …เอาตรงๆ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน แค่ประครองตัวเองไม่ให้เจ๊ง ยังเหนื่อยเลย


แปลว่า คนกลุ่มนึงตอนนี้ได้สติละ จากสตางค์ที่ขาดทุนเละ 


…ตอนนี้หลายๆ เริ่มปรับพอร์ต โยกเงินไปซื้อทองบ้าง ซื้อหุ้นต่างประเทศ …หุ้นที่เขาบอก(ใครบอกวะ) ว่า มันจะมาแทนทุกอย่างซึ่งเป็นอนาคตของโลกใบนี้ …มันมีอยู่ 7 บริษัท …นางฟ้า อเมริกา …7 เทวดา เขาเหลียงซาน ..หรือ ประเทศเวียดนาม ที่แซงไทยไปไกลแล้ว !!


…ที่พูดๆ กัน ไม่ผิดเลย …แต่ที่หลายๆ คนไม่ได้พูดถึง คือ ‘จุดเข้าซื้อ’ …เอาตรงๆ นะ อะไรที่มันมีราคาขึ้นลงได้ มันจะมีรอบมี Cycle ชัดเจน คือ ต้นรอบ-กลางรอบ-ปลายรอบ 


…อะไรที่ทุกคนยังไม่รู้ว่ามันดี มักจะเป็น ต้นรอบ …ซื้อต้นรอบ ก็ลุ้นรวยได้ 


…อะไรที่ มีทั้งคนมองว่าดีและไม่ดี อันนี้แปลว่ากลางๆ รอบ ซื้อแล้ว อาจได้หรือเสีย


…อะไรที่ ใครๆ ก็เห็นด้วยว่าดี อันนี้น่ากลัวละ แปลว่ามันปลายรอบ …โอกาสที่ซื้อแล้วซวยเยอะมาก 


แต่สังเกตไหมว่า หุ้นต้นรอบ ไม่มีใครอยากซื้อ เพราะ ทุกอย่างมันดูแย่ ….ส่วนหุ้นปลายรอบ มีแต่เรื่องดีๆ คนอยากซื้อ ซื้อแล้วสบายใจ แต่พอซื้อแล้วมีโอกาสซวยเยอะมากๆ


1. ถ้าวันนี้เราลงทุนได้กำไรเยอะ ให้ลดความเสี่ยง แล้วกระจายไปในจุดที่เสี่ยงลดลง 


2. ถ้าวันนี้เราขาดทุนเยอะ ให้พิจารณาการลงทุนที่ดูเสี่ยง หรือ คนอื่นไม่เห็นด้วยกับเรา เพราะจุดนี้เท่านั้น ที่มีโอกาสจะพลิกพอร์ตการลงทุนให้โตแบบก้าวกระโดดได้


3. ถ้าเราคิดว่า วันนี้เรากำไรเพราะฝีมือ ต้องระวังให้มาก เพราะแปลว่า เรากำลังประมาท และเรากำลังเปิดโอกาสให้หายนะวิ่งเข้ามาหาเราได้


4. ถ้าเราขาดทุนเยอะ ต้องถามว่า สิ่งนี้มันให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง ถ้าตอบไม่ได้แปลว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเงินที่เสียไปเลย


5. เราไม่จำเป็นต้องขยันตลอดเวลา เพราะบางช่วงเวลา การอยู่เฉยๆ ออมแรง ออมเงิน แล้วรอจังหวะด้วยความอดทน อาจทำให้เราประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาวได้


6. ยุคนี้ข้อมูลข่าวสารเยอะ จนความรู้เริ่มไม่สำคัญเท่า การเอาความรู้ไปใช้ให้ถูกที่ ถูกจังหวะ อันนี้สำคัญกว่า 


7. การซื้อหรือขายตามคนที่เราคิดว่าเชี่ยวชาญ มักทำให้เราขาดทุน หนักกว่า การซื้อด้วยตัวเอง


…เดี๋ยวถ้าคิดอะไรได้ จะมาเขียนต่อนะ ..555


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ