7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับหุ้นอสังหาไทยที่ถูกและให้ปันผลดี
1. ปันผลสูงคือ "กันชน" แต่ไม่ใช่ "เครื่องยนต์"
ปัจจุบันหุ้นอสังหาฯ ตัวท็อปอย่าง AP, SIRI, SPALI จ่ายปันผลระดับ 7% - 10% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมหาศาล ปันผลนี้ทำหน้าที่เป็น "กันชน" ไม่ให้ราคาหุ้นลงไปลึกกว่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะวิ่งขึ้น เพราะตลาดกังวลเรื่องการเติบโตของกำไรในอนาคต
2. กับดักหนี้ครัวเรือน (90% ของ GDP)
นี่คือปัจจัยลบเบอร์หนึ่งของปี 2026 ครับ เมื่อหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยกู้ (Rejection Rate สูง) ทำให้แม้บริษัทจะมียอดจอง (Presales) ดี แต่ "โอนไม่ได้"
3. ตลาด "กลุ่มบน" เริ่มมีอาการ Oversupply
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทุกบริษัทหนีไปทำบ้านหรู 20-50 ล้านบาทกันหมด จนตอนนี้ในปี 2026 เริ่มเห็นสัญญาณสินค้าล้นตลาด (Stock ค้าง)
4. ดอกเบี้ยขาลงคือ "ข่าวดีที่ต้องรอ"
หากธนาคารกลางเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2569 นี้ จะเป็นบวกต่อหุ้นอสังหาฯ 2 ทาง: 1. คนซื้อบ้านผ่อนน้อยลง 2. ต้นทุนการเงินของบริษัท (หุ้นกู้) ต่ำลง แต่ต้องระวังว่าถ้าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้น ดอกเบี้ยลดก็อาจจะช่วยได้ไม่มากนัก
5. กระแสเงินสดอิสระ (FCF) สำคัญกว่ากำไรสุทธิ
ให้ดูว่าบริษัทนั้นมีเงินสดเหลือหลังลงทุนไหม? หุ้นอสังหาฯ ที่น่าลงทุนคือตัวที่ "สร้างเสร็จ-ขาย-โอน" ได้เร็ว (Inventory Turnover สูง) ไม่ใช่ตัวที่เปิดโครงการใหม่ตลอดเวลาแต่ไม่มีเงินสดกลับเข้าบริษัท
6. มองหา Recurring Income มาช่วยพยุง
หุ้นอสังหาฯ ที่มีความเสี่ยงต่ำในปีนี้คือกลุ่มที่มี "รายได้สม่ำเสมอ" มาเสริม เช่น QH (มีปันผลจาก HMPRO/LHFG) เพราะในวันที่คนไม่ซื้อบ้าน บริษัทเหล่านี้ยังมีรายได้ทางอื่นมาจ่ายปันผลให้คุณได้ครับ
7. หุ้นอสังหาถูกแบบนี้ เคยมีมา 3 ครั้งแล้ว คือ ต้มยำกุ้ง 2540 , แฮมเบอร์เกอร์ 2551 , โควิต 2563 …และก็วันนี้ !!
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น