แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568

7 ข้อ จาก Meditation for Mortals เราน่ะ แพ้บ้างก็ได้นะ

 หนังสือ Meditation for Mortals (สมาธิฉบับมนุษย์เดินดิน) โดย Oliver Burkeman เป็นหนังสือที่ท้าทายความเชื่อเรื่องการพัฒนาตัวเองแบบเดิมๆ ที่มักบอกให้เรา "พยายามทำให้ได้มากกว่านี้" แต่เล่มนี้กลับบอกให้เรา "ยอมรับขีดจำกัด" ของตัวเอง นี่คือสรุปใจความสำคัญ 7 ข้อครับ

1. ยอมรับ "ความพ่ายแพ้" ตั้งแต่ต้น (Embrace Your Limitations)

เรามักพยายามจัดการตารางเวลาเพื่อให้ทำทุกอย่างได้ครบ แต่ความจริงคือเราไม่มีวันทำได้หมด การยอมรับว่าเรา "สอบตก" ในการควบคุมทุกอย่างจะช่วยให้เราเลิกกดดันตัวเอง

• ตัวอย่าง: แทนที่จะลิสต์งาน 20 อย่างที่ต้องทำในวันเดียว ให้ยอมรับว่าคุณทำได้แค่ 3-5 อย่าง การเลือกทิ้ง 15 อย่างที่เหลืออย่างตั้งใจ จะช่วยให้คุณโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ได้โดยไม่รู้สึกผิด


2. เลิกแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง (The Perfectionism Trap)

เรามักรอให้ "ทุกอย่างพร้อม" หรือ "จัดการชีวิตให้ลงตัว" ก่อนถึงจะเริ่มมีความสุข แต่ความจริงคือชีวิตจะมีความวุ่นวายแทรกเข้ามาเสมอ

• ตัวอย่าง: หากคุณอยากเริ่มออกกำลังกาย อย่ารอจนกว่าจะมีชุดสวยๆ หรือมีเวลาว่าง 1 ชม. เต็มๆ ให้เริ่มเดินแค่ 10 นาทีในชุดทำงานนั่นแหละ เพราะความสมบูรณ์แบบคือศัตรูของการเริ่มต้น


3. อยู่กับความจริงที่ว่า "เราควบคุมไม่ได้" (Surrender Control)

ความเครียดส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราพยายามบงการอนาคตหรือคนอื่น หนังสือแนะให้เราถอยออกมาดูว่าสิ่งไหนควบคุมได้และไม่ได้

• ตัวอย่าง: เมื่อรถติด แทนที่จะหงุดหงิดพยายามหาวิธีแทรกแซง (ซึ่งทำไม่ได้) ให้ยอมรับว่า "ตอนนี้เราติดอยู่ตรงนี้" แล้วใช้เวลานั้นฟังพอดแคสต์หรืออยู่กับลมหายใจแทน


4. พลังของการ "ทำทีละนิดแต่สม่ำเสมอ" (The Power of Patience)

เรามักใจร้อนอยากเห็นผลลัพธ์เร็วๆ จนโหมทำแล้วเลิกไป หนังสือเน้นการทำในระดับที่ "น้อยกว่าที่ทำได้" เพื่อให้ทำได้นาน

• ตัวอย่าง: หากต้องการเขียนหนังสือ อย่าพยายามเขียนวันละ 3,000 คำจนหมดแรง แต่ให้เขียนแค่วันละ 300 คำทุกวัน ความสม่ำเสมอในขีดจำกัดที่จำกัดจะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า


5. ชีวิตคือ "ปัจจุบัน" ไม่ใช่ทางผ่านไปสู่เป้าหมาย (Life is Not a Waiting Room)

หลายคนใช้ชีวิตเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เช่น รอให้เรียนจบ รอให้รวย รอให้เกษียณ แล้วค่อยมีความสุข แต่หนังสือบอกว่า "นี่แหละคือชีวิตจริงๆ"

• ตัวอย่าง: ในขณะที่คุณกำลังล้างจาน อย่าคิดถึงเรื่องงานที่จะทำต่อไป ให้รับรู้ถึงสัมผัสน้ำและฟองสบู่ เพราะนั่นคือช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่คุณกำลังใช้มันอยู่จริงๆ


6. เลือกที่จะ "พลาด" บางอย่างอย่างตั้งใจ (The Art of Missing Out)

เรากลัวการพลาดโอกาส (FOMO) จนพยายามทำทุกอย่าง หนังสือสอนให้เรากล้าเลือกที่จะพลาดบางเรื่อง เพื่อรักษาเรื่องที่สำคัญที่สุดไว้

• ตัวอย่าง: การปฏิเสธงานปาร์ตี้ของเพื่อนเพื่อนอนพักผ่อน ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่มันคือการ "เลือก" ให้ความสำคัญกับสุขภาพตัวเองอย่างมีสติ


7. เผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนด้วยความสงสัย (Curiosity Over Anxiety)

แทนที่จะกังวลกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ให้เปลี่ยนความกังวลเป็นความ "อยากรู้" ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

• ตัวอย่าง: เมื่อต้องเริ่มโปรเจกต์ใหม่ที่น่ากลัว แทนที่จะคิดว่า "ถ้าล้มเหลวจะทำยังไง" ให้คิดว่า "ลองดูซิว่าถ้าเราทำแบบนี้ ผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไงนะ"


บทสรุป: หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เรานั่งสมาธิบนเบาะเพียงอย่างเดียว แต่สอนให้เรา "ใช้ชีวิตอย่างมีสมาธิ" ท่ามกลางความวุ่นวาย โดยการเลิกฝืนธรรมชาติของมนุษย์ที่แสนจำกัด แล้วหันมาโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบแทนครับ


วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

7 ข้อการคิดแบบ First Principles Thinking ‘คิดใหม่ ทำใหม่’

 7 ข้อการคิดแบบ First Principles Thinking ‘คิดใหม่ ทำใหม่’


แทนที่จะทำตามๆ กันมา ให้เรามองปัญหาจากแก่น (Fundamentals) ของมัน และลองคิดใหม่ทำใหม่ดู


ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆ คือ Elon Musk's SpaceX แทนที่จะมองว่าจรวดต้องแพงระดับ $100M+++ ให้แกะออกมาว่าแต่ละชิ้นส่วนมี คชจ. เท่าไหร่. และ "ทำไมมันต้องแพง" ฯลฯ 


 7 ข้อสำคัญของแนวคิดนี้ครับ:


1. แยกแยะ "ความจริง" ออกจาก "ความเชื่อ"

หัวใจสำคัญคือการระบุสิ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัด (Facts) และแยกมันออกจากสิ่งที่เราเดาเอาเองหรือทำตามๆ กันมา (Assumptions) อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าบางอย่าง "เป็นไปไม่ได้" เพียงเพราะคนส่วนใหญ่บอกแบบนั้น


2. ย่อยสลายปัญหาให้ถึง "อะตอม"

นำปัญหาหรือเป้าหมายที่ดูยากลำบากมาซอยย่อยให้กลายเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุดจนไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก (Fundamental Truths) เพื่อดูว่าแก่นแท้ของปัญหาคืออะไรกันแน่


3. ตั้งคำถามแบบ Socratic Questioning

ใช้การตั้งคำถามเชิงลึกเพื่อทดสอบสมมติฐานเดิม เช่น:

• ทำไมเราถึงเชื่อแบบนั้น?

• มีหลักฐานอะไรมายืนยันความเชื่อนี้ไหม?

• ถ้าเราเริ่มใหม่จากศูนย์โดยไม่มีข้อมูลเดิม เราจะทำอย่างไร?


4. หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ (Avoid Reasoning by Analogy)

การคิดโดยการเปรียบเทียบคือ "การทำแบบเดิมแต่ปรับปรุงให้ดีขึ้นนิดหน่อย" ซึ่งมักจะจำกัดความคิดสร้างสรรค์ First Principles จะสอนให้เราไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม แต่ให้สร้างรูปแบบใหม่จากวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่


5. สร้างทางแก้ปัญหาจากพื้นฐาน (Reconstruct)

เมื่อได้ "ชิ้นส่วนพื้นฐาน" มาแล้ว ให้นำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบกันใหม่ในรูปแบบที่ทรงประสิทธิภาพกว่าเดิม เหมือนกับการรื้อตัวต่อเลโก้ชุดเก่าทิ้ง แล้วใช้ตัวต่อเดิมสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน


6. โฟกัสที่ข้อจำกัดทางกายภาพมากกว่าความสะดวกสบาย

ในการแก้ปัญหา ให้ดูที่กฎทางฟิสิกส์หรือกฎธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้จริงๆ (เช่น กฎแรงโน้มถ่วง) ส่วนกฎระเบียบหรือวิธีการทำงานที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายทิ้งได้ (เช่น กฏหมาย …555)


7. ฝึกฝนความกล้าที่จะแตกต่าง

การคิดแบบนี้ต้องใช้พลังงานสมองสูงและมักจะสวนทางกับกระแสสังคม คุณต้องพร้อมที่จะถูกมองว่า "แปลก" หรือ "ผิด" ในช่วงแรก เพราะคุณกำลังท้าทายความเชื่อเดิมที่คนอื่นยึดถือมานาน

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เมื่อไหร่หุ้นไทยจะดี ?



ปี 2025 กำลังจะผ่านไป …เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ไม่ได้เรื่อง


ใช่!! ไม่ได้เรื่อง เทียบกับปีก่อน และปีก่อนๆ ..สั้นๆ คือ มันแย่มาหลายปีแล้ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว


มีหลายคนถามผมว่า ‘ยังไม่ถอดใจจากหุ้นไทยอีกเหรอ ? …ไปต่างประเทศได้แล้ว …ประเทศไทยจบแล้ว ไม่เหลือแล้วอนาคต!!’ 


ผมก็ตอบไปว่า ’ผมติดหุ้นครับ‘ …อย่างแรกก็ติดดอยจริงๆ นั่นแหละ …รู้นะว่า มันจบรอบ แต่ไม่ได้คิดว่า รอบนี้ขาลงจะยาว และ ลึกขนาดนี้ …ลึกและนาน จนผมเชื่อว่า ใครที่ลงทุนยาวต้องโดนทุกคน


ซึ่งเอาตรงๆ คนที่กำไรเยอะๆ ตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นตลาดไหน ก็คือ นักลงทุนระยะยาวทั้งนั้นแหละ ….แต่ในอีกมุม เวลาตลาดมันเปลี่ยนทิศทาง หรือจบรอบ คนที่โดนหนักสุดก็พวกนักลงทุนยาวนี่แหละ - ‘สิ่งที่มันสอนเต็มๆ รอบนี้ ก็คือ ถ้าเวลาได้ เราได้เยอะสุด เวลาเสีย เราก็โดนหนักสุด …ไม่ต้องดิ้น ยิ่งดิ้นยิ่งหนัก’


อย่างที่สอง ’ติดหุ้น‘ คือ ผมก็ยังติดใจหุ้นอยู่ดีแหละ …เพราะสุดท้าย พอมันเริ่มรอบใหม่ ทุกอย่างมันก็จะกลับมาดี …โดยที่บางครั้งเราแทบไม่ต้องไปหาเหตุผลเลยก็ได้ 


พูดแล้วเหมือนคนเข้าใจชีวิต เข้าใจโลกมากขึ้น …เพราะทุกอย่างมันอยู่ภายใต้กฏธรรมชาติ ทุกสิ่ง ทุกตลาด มีขึ้น มีลง มีรอบ เสมอ …มนุษย์อาจเข้าไปฝืนได้บางครั้งหรือช่วงสั้นๆ แต่ยิ่งฝืน เวลามันลง ก็จะลงหนักขึ้น ลึกขึ้น ยาวขึ้น 


หุ้นไทยเป็นหุ้นโลกเก่า ตามโลกไม่ทัน แต่เอาตรงๆ นะ …ความเป็นธุรกิจโลกเก่า มันก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน เช่น ธุรกิจคาดเดาได้ ไม่ต้องเดาอนาคตอะไรมากมาย รายได้แน่นอน หุ้นไม่แพง ไม่ได้มีใครแย่งซื้อ ราคาไม่แพง ปันผลสูง สร้างพอร์ตให้เป็น passive ได้สบายกว่า หุ้นเติบโต 


คือ ทุกอย่าง มันมีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย …แล้วถ้าพูดถึง จังหวะการซื้อลงทุนระยะยาวที่ดี ก็คือเวลาที่ทุกคนพูดถึงแต่ข้อเสีย ก็นั่นแหละ จังหวะซื้อที่ดี 


พูดมายาว …บ่นเหมือนคนแก่ แต่ก็แก่แล้วจริงๆ ครับ ปีนี้อายุ 45 รู้สึกตัวเลยว่า ความแก่มันเป็นยังไง …หลายๆ อย่างมันเสื่อม มันถดถอย มันไม่เหมือนเดิม …มันทำให้ผมกลับมาถามตัวเองใหม่ว่า ชีวิตเราจะสนใจแค่ตัวเลขขึ้นลงของพอร์ต และบัญชีที่เรามี แค่นั้นเหรอ ?


พอตัวเลขขึ้นก็ดีใจ ตัวเลขลง เฮ้ย!! เศร้า …‘อะไรของมรึงวะนี่ ??’ 


พอรู้ตัว ผมเปลี่ยนหุ้นเป็นเงินสดบางส่วน จัดพอร์ตใหม่ ..ถอนเงินออกมาใช้ซื้อของที่อยากจะซื้อมากขึ้น


 …ไม่!! ทุกอย่าง ที่ซื้อไม่จำเป็นต้อง Make Sense หรือไม่จำเป็นต้องดูฉลาดในสายตาคนอื่น …แต่การใช้ก็แค่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับฐานะเรา แล้วบริหารสภาพคล่องให้ดี ก็จบแล้ว


ใช่!! ตลาดหุ้นไทย ดีไหม …ตอบเลย ดีแน่นอน แค่เราต้องอยู่ให้ถึงตอนตลาดดี ก็แค่นั่นเองครับ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

7 ข้อคิด เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราหวัง "When Things Don't Go Your Way"

 7 ข้อคิด เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราหวัง "When Things Don't Go Your Way"

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย พระอาจารย์ Haemin Sunim เป็นครูสอนพุทธศาสนา นิกายเซน ชาวเกาหลี และเป็นหนังสือขายดีระดับ International Bestseller

"บางครั้ง เมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้ มันก็เป็นเพียงธรรมชาติที่กำลังบอกเราว่า มีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่"


1. เปลี่ยนความยากลำบากให้เป็นโอกาสในการเติบโต

• ให้มองว่าความท้าทาย ความสูญเสีย ความเหงา และความไม่แน่นอน ไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรค แต่เป็น โอกาสอันหายาก ในการเรียนรู้ ค้นพบตัวตนที่แท้จริง และพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิต

2. โอบกอดความรู้สึกที่ไม่สบายใจ

• แทนที่จะหลีกเลี่ยงหรือกดข่มอารมณ์ที่ยากลำบาก (เช่น ความเศร้า ความโกรธ หรือความกังวล) ให้ ยอมรับและอยู่กับมัน เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของอารมณ์เหล่านั้น การทำเช่นนี้จะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และนำไปสู่ความเข้าใจตัวเองที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

3. ปล่อยวางจากการยึดติดกับผลลัพธ์

• การยึดติดกับเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงมากเกินไปมักนำไปสู่ความไม่พอใจและความวิตกกังวล พระอาจารย์แฮมิน ซูนิมแนะนำให้ ปล่อยวางการควบคุมผลลัพธ์ และเชื่อมั่นในกระบวนการ การทำเช่นนี้จะช่วยลดความกังวล และเปิดใจรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่าที่คาดไว้

4. ความสุขที่ยั่งยืนคือความสงบ

• อย่าเข้าใจผิดระหว่างความตื่นเต้นกับความสุขที่แท้จริง ความตื่นเต้นเป็นสิ่งที่ฉาบฉวยและไม่ยั่งยืน แต่ ความสุขที่มั่นคงนั้นหยั่งรากอยู่ในความสงบ การฝึกสติและการอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้จิตใจสงบ และเผยให้เห็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน

5. สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย

• แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันตลอดเวลา แต่ผู้คนกลับรู้สึกเหงา การแก้ปัญหาคือการก้าวข้ามปฏิสัมพันธ์ที่ผิวเผิน และ แสวงหาการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้ง กับผู้อื่น การสร้างมิตรภาพที่แข็งแกร่ง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สะท้อนคุณค่าของเราจะช่วยลดความเหงาและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง

6. ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ "มีอยู่" ด้วยความกตัญญู

• หากเรามัวแต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ขาดหายไป ชีวิตจะเต็มไปด้วยความรู้สึกขาดแคลน แต่ถ้าเราเปลี่ยนมา จดจ่อกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสุข

7. ความตระหนักรู้คือสิ่งที่ไม่เคยทิ้งเราไป

• ในขณะที่ความคิดและอารมณ์ของเราเกิดขึ้นแล้วดับไป ความตระหนักรู้ (Awareness) ของเรานั้นอยู่กับเราเสมอ มันเป็นท้องฟ้าสีครามที่อยู่เบื้องหลังเมฆหมอกของความกังวลและอารมณ์ด้านลบ การฝึกที่จะมองเห็นความคิดที่ผ่านไปโดยไม่ยึดติด จะช่วยให้เราเข้าถึงความสงบภายในได้


วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

7 ข้อ การเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ ให้การลงทุนสร้างผลลัพธ์ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

 7 ข้อ การเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ ให้การลงทุนสร้างผลลัพธ์ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด


การเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ ให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เป็นแนวคิดของ Atomic Habits ของ Jame Clear มาใช้กับการลงทุนได้ดังนี้


1. พลังของการพัฒนาเพียง 1% (The Power of 1%) 

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอในทุกวันจะส่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว หากคุณสามารถปรับปรุงตัวเองได้ 1% ในแต่ละวัน หลังจากหนึ่งปี คุณจะดีขึ้นถึง 37 เท่า ในทางกลับกัน การแย่ลง 1% ทุกวันก็ส่งผลสะสมไปในทางลบเช่นกัน


2. มุ่งเน้นไปที่ ระบบ ไม่ใช่ เป้าหมาย (Focus on Systems, Not Goals)

การมีระบบที่ดีจะทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะละเลยเป้าหมายไปบ้างก็ตาม


3. การเปลี่ยนพฤติกรรมคือการเปลี่ยน ตัวตน (Identity-Based Habits)

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุดไม่ได้มาจากการตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไร (เช่น "ฉันต้องการอ่านหนังสือ") แต่มาจากการตัดสินใจว่าคุณต้องการเป็นคนแบบไหน (เช่น "ฉันคือคนรักการอ่าน") ทุกพฤติกรรมที่คุณทำคือการลงคะแนนเสียงให้กับตัวตนที่คุณต้องการเป็น


4. กฎ 4 ข้อของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (The Four Laws of Behavior Change)

Clear ได้นำเสนอหลักการง่าย ๆ 4 ข้อในการสร้างนิสัยที่ดี และการทำกลับกัน (Inversion) เพื่อทำลายนิสัยที่ไม่ดี

- ทำให้มันชัด 

- ทำให้น่าดึงดูด

- ทำให้มันง่าย

- ทำให้มันน่าพึงพอใจ


5. กลยุทธ์การจัดเรียงนิสัย (Habit Stacking)

ใช้กฎข้อที่ 1 (ทำให้ชัดเจน) โดยการผูกนิสัยใหม่ที่คุณต้องการสร้างเข้ากับนิสัยเดิมที่คุณทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน:


ตัวอย่าง: หลังจากที่ฉันดื่มกาแฟตอนเช้า ฉันจะนั่งสมาธิเป็นเวลา 1 นาที


6. กฎ 2 นาที (The Two-Minute Rule) 

ใช้กฎข้อที่ 3 (ทำให้ง่าย) โดยการย่อพฤติกรรมใหม่ให้เหลือเวอร์ชันที่ใช้เวลาทำไม่เกิน 2 นาที จุดประสงค์คือการเริ่มต้นให้ได้ ไม่ใช่การทำให้สมบูรณ์แบบ

• แทนที่จะ "วิ่ง 30 นาที" ให้เปลี่ยนเป็น "ใส่รองเท้าวิ่ง"

• แทนที่จะ "อ่านหนังสือ 1 บท" ให้เปลี่ยนเป็น "อ่านหนังสือ 1 หน้า"


7. ติดตามและห้ามพลาดซ้ำสอง (Track and Never Miss Twice) 

การติดตามความคืบหน้า (Habit Tracking) ช่วยให้กฎข้อที่ 4 (ทำให้น่าพึงพอใจ) เพราะมันทำให้เห็นหลักฐานความสำเร็จของคุณ การรักษาความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

คุณสมบัติ 7 ข้อ ของคนที่จะรวยจากหุ้นได้เยอะๆ คืออะไร ?

 คุณสมบัติ 7 ข้อ ของคนที่จะรวยจากหุ้นได้เยอะๆ คืออะไร ?


เอาตรงๆ ก็ต้อง อยู่ตรงข้ามกับคนที่เจ๊งจากหุ้น ดังนี้


1. เงินเย็น …เงินร้อนแพ้ตลอด เพราะ ความผันผวนของราคาจะทำให้คนเงินร้อน ไม่สามารถทนได้ และมักขายในราคาที่ขาดทุนเยอะเสมอ


2. เข้าใจพื้นฐานหุ้นเป็นอย่างดี …ถ้าไม่เข้าใจ เราจะคิดว่าหุ้นที่ขึ้นคือดี และหุ้นลงคือหุ้นไม่ดี …แต่โอกาสรวยต้องซื้อหุ้นดี ตอนราคาลง (เราจึงต้องเข้าใจพื้นฐานหุ้นเป็นอย่างดี)


3. ลงทุนยิ่งยาวยิ่งมีโอกาสรวยกว่า …ถ้าลงสั้นเราจะเจอแต่ความผันผวน แต่พอลงทุนยาว ราคามันจะขึ้นผ่านความผันผวน ทำให้เรามีโอกาสรวยได้มากกว่า


4. ความคาดหวังที่อยู่บนความจริง จะมีโอกาสสำเร็จมากกว่า เช่น ต้องการรวยเร็วในเวลาสั้นๆ อันนี้คือ ความคาดหวังที่หายนะที่สุดในตลาดหุ้น , คาดหวังออมหุ้น แล้วได้เงินปันผล ไปเรื่อยๆ มีโอกาสรวยได้มากกว่า


5. นิสัยที่ไม่ชอบแห่ตามคนส่วนใหญ่ มีโอกาสรวยมากกว่า …พูดง่ายๆ คนที่ไม่ชอบตาม มวลชน และ ข่าวดี มักติดดอยน้อยกว่า ก็เลยรวยได้มากกว่า


6. คนที่มีหลักการที่ชัดเจน มีโอกาสสำเร็จจากการลงทุนมากกว่า เช่น คนที่ชอบซื้อหุ้นเวลาตลาดมีวิกฤต ซื้อทุกรอบที่ตลาดลงเยอะๆ 


7. คนที่ไม่เคยผิดพลาดจากตลาดหุ้น มักมีแนวโน้มที่จะเสียหายหนัก ในอนาคต …พูดง่ายๆ ถ้าไม่เคยเจ๊ง ไม่เคยดอย อย่าซ่า 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

7 ข้อ ต้องรู้ในการตีราคาหุ้นไทยกันใหม่

  7 ข้อ ต้องรู้ในการตีราคาหุ้นไทยกันใหม่ 


1. ‘P/E ตลาดที่ลดลง’ …แปลว่า ถูกลงพร้อมกันทั้งตลาด


2. ‘หุ้น Growth โดนลงโทษ‘ ..ในตลาดขาขึ้น P/E 30 เท่า อาจเป็นเรื่องปกติ …ในขาลง P/E 10 ก็เป็นเรื่องปกติ …แปลว่า หุ้นลงได้ 3 เท่า โดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยน


3. ’ปันผล Yield ช่วยค้ำราคาหุ้น’ …ในตลาดขาลง หุ้นที่ราคาแข็ง ไม่ลงหนัก คือ หุ้นที่ปันผลสูง


4. ‘หุ้นที่ไม่มีสภาพคล่อง ราคาจะไม่สะท้อนพื้นฐาน’ …หุ้นที่ไม่มีสภาพคล่องหรือหุ้นเบา อาจมีราคาที่แกว่งแบบไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน


5. ‘ต้องประเมินในเชิงคุณภาพมากกว่าตัวเลข‘ …ตรงนี้ใช้ศิลปะกับประสบการณ์ในการมองธุรกิจมากขึ้น


6  ’หนี้เป็นส่วนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ‘ …ในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ต้องระวังบริษัทที่มีหนี้เยอะๆ เพราะต้นทุนการเงินสูงขึ้น จนอาจเป็นวิกฤตได้เลย


7. ’พยายามอ่านเกมของผู้ถือหุ้นใหญ่’ …อ่านให้ออกว่า เราอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ถือหุ้นใหญ่


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สร้างพอร์ตปันผลในเวลานี้ อย่างไรให้เกษียณสบายๆ

 สร้างพอร์ตปันผลในเวลานี้ อย่างไรให้เกษียณสบายๆ 


1. การสร้างพอร์ตเกษียณต้องตั้งเป้าซื้อหุ้นเพื่อเอาปันผล …เน้นถือยาวรับ Passive Income ไม่ขาย …ซื้อแล้วถือไม่ขาย


2. การจะซื้อแล้วไม่ต้องขาย ต้องซื้อต้นรอบ ..ต้นรอบจะได้หุ้นราคาถูก และปันผลสูง …ส่วนใหญ่ 5% ขึ้น


3. เลือกธุรกิจที่เป็น Cash Cow …ธุรกิจอิ่มตัวนั่นเอง ไม่เน้นโต …เลือกธุรกิจที่สินค้าและบริการที่ลูกค้าแน่นอน 


4. สร้างพอร์ตที่มีทั้งหุ้นใหญ่และหุ้นเล็ก …หุ้นใหญ่จะให้ปันผลที่สม่ำเสมอ …ส่วนหุ้นเล็ก จะได้การเติบโตของราคาหุ้นด้วย


5. เลือกหุ้นที่เจ้าของถือเยอะ …ดูง่ายๆ คือ ผู้ถือหุ้น ..หนี้ไม่สูง หรือ ทยอยลดหนี้ …จ่ายปันผลเยอะ …โอกาสเพิ่มทุนต่ำ


6. ถ้าเริ่มซื้อได้ที่ต้นรอบ ก็สามารถทยอยซื้อไปเรื่อยๆ แล้วให้ไปขายประมาณ 1 ใน 3 เวลาที่ตลาดคึกคัก ช่วงหุ้นแพง (แล้วเอาเงินสดที่ขายได้ ไว้รอซื้อเวลาหุ้นลงรอบถัดไป)


7. พอร์ตปันผลนี้ควรแยกให้ชัดเจนกับพอร์ตเทรด …การแยกให้ชัดเพื่อให้เราไม่มาจับจดกับพอร์ตนี้ …ให้มองพอร์ตนี้ซื้อหุ้นปันผล เหมือนออมเงิน ออมหุ้น เก็บไปเรื่อยๆ 


การสร้างพอร์ตแบบนี้ ใช้เวลาประมาณ 10 ปีขึ้นไป …เราจะเข้าใจเมื่อเราทำผ่านรอบใหญ่ของตลาดนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เงินที่เรามีมันเสื่อมค่าได้ยังไง แล้วเราจะป้องกันยังไง ?

 เงินที่เรามีมันเสื่อมค่าได้ยังไง แล้วเราจะป้องกันยังไง ?


1. เงินเสื่อมค่า คือ เงินเรามูลค่าลดลง ซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป …คิดคร่าวๆ ในโลกเราเงินลดมูลค่าปีละเกือบ 5% 


2. สาเหตุที่ทำให้เงินลดมูลค่า …ก็คือ การพิมพ์เงินเพิ่ม …คนที่พิมพ์เงินเพิ่มได้ ก็คือ แบงค์ชาติ และ ก็ธนาคาร …ส่วนรัฐบาล นโนบายประชานิยม แจกเงินก็ทำให้เงินเฟ้อ ลดมูลค่าเช่นกัน


3. สรุปคือเงินขึ้นกับ Demand & Supply …ถ้าใช้เยอะ หมุนคล่อง เงินก็จะเฟ้อลดมูลค่า …แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่หมุน เงินก็จะไม่เฟ้อ คล้ายๆ ประเทศไทยวันนี้ เงินค่อนข้างฟืด


4. การป้องกันเงินลดมูลค่า ก็คือ เราต้องไปซื้อสินทรัพย์ เพราะ มันจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเงิน คือ ถ้าเงินลดค่า สินทรัพย์ก็จะเพิ่ม เช่น ทองคำ , ที่ดิน , หุ้น …


5. แต่จุดที่ต้องระวังของสินทรัพย์ คือ มันรักษามูลค่าจริงๆ แต่มันมีการเก็งกำไรอยู่ด้วย ทำให้ เวลาขึ้นมันจะขึ้นมากเกิน และ เวลาลงมันจะลงมากเกินเช่นกัน


6. ตัวอย่างสินทรัพย์เช่นทอง …ทองคำขึ้นลงเป็นรอบๆ แต่ทุกครั้งที่ทองคำขึ้นไปแนะจุดสูงสุดในแต่รอบ มันจะลงหนัก เฉลี่ยเกิน 50% …ใช่!! ซื้อทองก็ติดดอยได้ เช่นปี 1980 ทองลง 60% แล้วถูกแบบนั้น 20 ปี ค่อยขึ้น …ปี 2011 ลง 50% แล้วถูกแบบนั้น 7 ปี แล้วค่อยขึ้นถึงปัจจุบัน


7. วิธีแก้ติดดอยสินทรัพย์ด้วย DCA …ก็ถ้าเรารู้ว่า สินทรัพย์ขึ้นลงเป็นรอบๆ แค่เรากลัวติดดอย กลัวตกรถ ก็ใช้วิธีซื้อทุกเดือน ออมไปเรื่อยๆ แบบ DCA ก็จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยนั่นเอง


8. ก่อนเริ่มลงทุน ต้องเข้าใจสินทรัพย์นั้นๆ ให้ดี  โดยเข้าใจพื้นฐาน และ เทคนิคการขึ้นลง …พอเข้าใจเราก็จะจัดการความเสี่ยง และอยู่กับมันได้


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ทำไมคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจการรอซื้อเมื่อถูก ?

 ทำไมคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจการรอซื้อเมื่อถูก ?


‘ซื้อแพงตลอด เมื่อไหร่จะซื้อถูกเป็นล่ะ !!’ 


1. คนที่จะรอซื้อเมื่อถูก ต้องเข้าใจภาพใหญ่ก่อน ….ต้องเข้าใจภาพรวม เห็นภาพใหญ่ ไม่งั้นก็จะไม่เข้าใจว่าจุดไหนถูกหรือแพง


2. คนส่วนใหญ่ชอบซื้อในข่าวดี มากกว่าในข่าวร้าย …ส่วนใหญ่เวลาที่ข่าวดี ก็มักจะเป็นปลายรอบ และจุดที่แพงเกินไปที่จะซื้อในทุกสินทรัพย์ 


3. ช่วงสินทรัพย์ปลายรอบมักขึ้นแรง พอไม่ได้ซื้อแล้วราคาพุ่งไปต่อก็มักจะอยากซื้อในจุดที่แพงขึ้นไปอีก …เข้าตำรา ยิ่งอยากได้ ยิ่งซื้อแพง 


4. การรอซื้อถูกต้องใช้ความอดทนที่สูงมาก …หนึ่ง ต้องรอให้ราคามันขึ้นให้สุดก่อน จากนั้น สอง ต้องให้ราคามันลงจนเละก่อน พอคนส่วนใหญ่ไม่สนใจแล้ว Volume หาย …สื่อไม่พูดถึง นั่นแหละ ถึงจะเริ่มทยอยซื้อ (ต้องโคตรอดทนเลยอ่ะ)


5. คนรอซื้อเมื่อถูก มักไม่มีเพื่อน ไม่มีแนวร่วม …สังเกตดีๆ แนวร่วม ฝูงชน หรือ กลุ่มเม่า มักร่วมกันซื้อตอนของแพงเท่านั้น …ของถูกมักขาดแนวร่วม


6. คนที่มีเงินเวลาสินทรัพย์ถูก แปลว่า คุณต้องบริหารสภาพคล่องเก่งมาก …ซึ่งรวมถึง ต้องได้ขายบางส่วนเวลาสินทรัพย์แพง จากนั่นเก็บเงินสดรอจนถูก …นี่คือ ที่สุดของการบริหารพอร์ตเลยนะ


7. คุณต้องเป็นเซียนหรือผู้เชี่ยวชาญในสินทรัพย์นั้นๆ ถึงจะสามารถซื้อถูกได้ …เอาตรงๆ ถ้าคุณเป็นมือสมัครเล่น ซื้อตามแห่ วิ่งตามกระแส ไม่มีทางซื้อของถูก …คุณต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ


สรุป คนรอซื้อถูก มันคือ เกมของการทำตัวให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสินทรัพย์ที่เราอยากเอาจริงนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ทำไม ‘จุดที่กำไรสูงสุด‘ กับ ’จุดติดดอย‘ มันใกล้กันนิดเดียว ?

 ทำไม ‘จุดที่กำไรสูงสุด‘ กับ ’จุดติดดอย‘ มันใกล้กันนิดเดียว ?


1. ’จุดที่กำไรสูงสุด‘ แปลว่า คนที่อยากจะซื้อหุ้นนั้น หรือสินทรัพย์นั้น ได้ซื้อไปหมดแล้ว ….ถ้าไม่มีใครซื้อต่อ ก็น่ากลัวนะ !! …ที่เหลือก็คือ คนอยากจะขาย


2. ‘จุดติดดอย ขายยาก เพราะไม่มีใครอยากซื้อ‘ ….หลายคนพูดว่า ไม่มีทางติดดอย เพราะไม่เคยเจอ …จุดที่ติดดอยจริงๆ น่ากลัวมาก เพราะ มันเป็นการเปลี่ยนแบบกระทันหัน จากหุ้นที่ใครๆ ก็อยากซื้อ เป็นทุกคนอยากขายหนีตาย …ราคาจะลงแรงมาก Volume การขายก็จะเยอะมาก …มันจะลงเร็วจน ขายไม่ทัน และ ทำใจขายไม่ได้ ’ติดดอยในที่สุด‘ 


3. ‘ทำไมจุดที่กำไรสูงสุด จะหลอกคนส่วนใหญ่ และมวลชนได้ ?‘ ….หลายคนสงสัยว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ต้องเจ๊งหุ้นด้วยล่ะ ? …ก็เพราะ คนส่วนใหญ่อยากกำไรเร็วๆ …จุดที่ซื้อแล้วกำไรเร็วๆ กำไรง่ายๆ นั่นแหละ จุดที่น่ากลัวที่สุดในตลาดหุ้น


4. ‘งบดี กำไรดี มีแต่ข่าวดี คือ จุดที่ไม่น่าซื้อที่สุด‘ ….การซื้อในจุดที่ ทุกอย่างดูดี เป็นจุดที่น่ากลัวที่สุด …ทางแก้ ถ้าอยากซื้อ ให้ซื้อน้อยๆ เพื่อลดความอยากซื้อ แค่นั้นแหละ


5. ‘ติดดอย อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป’ …จุดดีของการติดดอย คือ การทดสอบความยั่งยืนของหุ้นนั้น และ สินทรัพย์นั้นๆ ยิ่งผ่านดอย แล้วจุดต่ำสุดสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละของจริง


6. ‘ถ้าไม่เคยติดดอย คุณยังไม่ใช่นักลงทุนระยะยาว‘ ….ฟังดูดี มีทางแก้ไหมล่ะ ? …ทางแก้ดอยไม่มี เพราะหุ้นมันมีรอบ แค่ทางช่วยบรรเทาก็คือ …การพร่องขายบางส่วน ในจุดที่ ‘ราคาแพง Volume สูงผิดปกติ …แล้วมารับคืน ตอนช่วงหุ้นราคาลงปรับฐาน’ 


7. ‘คนที่กล้าติดดอย ถึงจะได้เห็นกำไรสูงสุด‘ …ถือหุ้นเหมือนเจ้าของนั่นแหละ …ต้องมั่นใจเบอร์ไหน ถึงจะถือได้? …สำหรับผมความมั่นใจเป็นส่วนนึง อีกส่วนคือ พอร์ตเรากระจายความเสี่ยงเหมาะสม อันนี้สำคัญที่สุด


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568

หนึ่งในสี่ ของคนบนโลกในปี 2050 จะอายุเกิน 65 อะไรคือโอกาสลงทุนแห่งอนาคต

หนึ่งในสี่ ของคนบนโลกในปี 2050 จะอายุเกิน 65 อะไรคือโอกาสลงทุนแห่งอนาคต ?

จากงานวิจัยของ 

April 24, 2025 by Dr. Damien Ng, Research Analyst, Next Gen Insights (Julius Bar)

The earth is now home to over 8 billion inhabitants, with the global population expected to reach 9.7 billion by 2050. As humans live longer and find ways to extend longevity, this presents new investment opportunities.

The megatrend of population ageing inevitably presents investment opportunities spanning healthcare, elderly care, beauty, leisure and travel, food and nutrition, and financial planning over the longer term.

———————————————————


With the growing interest in longevity, and the changing demographics, our Next Generation Research team has identified five business segments to keep on the radar:


  1. Nutrition and healthcare: Medical care services for age-related chronic diseases and health conditions, as well as increased demand for supplements and nutritional programs.
  2. Elder care: As people over 65 face increased difficulty hearing, seeing, remembering and walking, there is also opportunity in services that help with these difficulties.
  3. Financial planning: With extended longevity, people must rely on retirement savings and pensions longer. This makes saving or investing for retirement even more important.
  4. Beauty: Beyond the biomedical and healthcare aspects of extended longevity, anti-aging products and the global beauty industry continue to remain resilient and appeal to a wide audience.
  5. Leisure: Higher discretionary income among older adults means more opportunities for leisure-time activities such as cruises and wellness.

——————————————————-

The global beauty industry is said to be worth around US$420 billion and is likely to remain resilient, partly supported by an ageing population that still wants to look good. While many key markets across Asia-Pacific, Northern America, and Western Europe, accounting for nearly 80 per cent of spending in 2022, took a hit during the pandemic, the industry has seen a solid recovery and continues to grow.


According to a recent survey conducted by the American Association of Retired Persons, as many as 85 per cent of adults in the United States who are above 50 rank travel and vacation as the top priority for their discretionary spending.



วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

สรุป 8 จุดเสี่ยง เศรษฐกิจโลกเวลานี้ด้วย AI จัดมา!!

 สรุป 8 จุดเสี่ยง เศรษฐกิจโลกเวลานี้ด้วย AI จัดมา!!

Economic risks are influenced by a variety of factors that can impact global and national markets. Here’s an organized overview of some of the key economic risks currently facing the global economy:

### 1. **Inflationary Pressures**

   - **Persisting Inflation**: Many economies continue to grapple with high inflation rates due to supply chain disruptions, energy prices, and labor shortages.

   - **Central Bank Policies**: Tight monetary policies (interest rate hikes) aimed at curbing inflation may stifle economic growth and lead to recessionary conditions.

### 2. **Geopolitical Uncertainty**

   - **Russia-Ukraine Conflict**: Ongoing tension and military engagements have repercussions for energy supplies, agricultural exports, and broader geopolitical stability.

   - **China-Taiwan Relations**: Any escalation in tensions could disrupt global supply chains and impact markets significantly.

### 3. **Supply Chain Disruptions**

   - **Post-Pandemic Recovery**: Global supply chains are still adjusting from the COVID-19 pandemic, facing challenges such as logistics bottlenecks and semiconductor shortages.

   - **Natural Disasters and Climate Change**: Weather events can disrupt production and transportation, affecting both domestic and global markets.

### 4. **Financial Market Volatility**

   - **Stock Market Fluctuations**: Increased volatility in stock markets, influenced by interest rate changes, inflation concerns, and geopolitical risks.

   - **Cryptocurrency Instability**: The cryptocurrency market continues to face regulatory scrutiny and volatility, which can spill over into traditional financial markets.

### 5. **Labor Market Challenges**

   - **Labor Shortages**: Many sectors are experiencing difficulties in finding skilled labor, which could limit growth opportunities.

   - **Wage Increases**: In some regions, rising wages may lead to higher business costs, which could be passed on to consumers, perpetuating inflation.

### 6. **Debt Levels**

   - **Rising Public and Private Debt**: High levels of debt can limit fiscal flexibility for governments and increase vulnerabilities for corporations, especially if interest rates continue to rise.

   - **Emerging Markets**: Many emerging economies face challenges in servicing their debts, especially if their currencies depreciate or if global interest rates rise.

### 7. **Technological Disruptions**

   - **Cybersecurity Threats**: Increasing cyber threats against financial institutions and businesses can lead to significant economic disruptions.

   - **Automation and AI**: While these technologies can boost productivity, they also raise concerns about job displacement and inequality.

### 8. **Consumer Confidence and Spending**

   - **Impact of Inflation**: Higher prices can lead to reduced consumer spending, affecting businesses and overall economic growth.

   - **Interest Rate Sensitivity**: Rising interest rates can change consumer behavior regarding borrowing and spending.

### Conclusion

Monitoring these economic risks is crucial for policymakers, businesses, and investors. Strategies to mitigate these risks include flexible monetary policies, targeted fiscal measures, enhanced supply chain resilience, and proactive labor market initiatives. Understanding the interconnected nature of these risks can help in developing a comprehensive approach to sustaining economic growth and stability. 

These risks will likely evolve, and continuous analysis is vital for adapting to changes in the economic landscape.

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568

ในการลงทุน ทำไมเวลาเราหนีความเสี่ยง เรากลับยิ่งเสี่ยงขึ้น ?

 ในการลงทุน ทำไมเวลาเราหนีความเสี่ยง เรากลับยิ่งเสี่ยงขึ้น ?


1. ในโลกการลงทุน ต้องระวังการรันตีผลตอบแทนมากที่สุด ….เพราะการการรันตีผลตอบแทนมันขัดกับธรรมชาติของการลงทุนทั้งหมด 


2. เรามักถูกสอนว่าตราสารหนี้เสี่ยงน้อยกว่าตราสารทุน …ทำให้คนกล้าใส่เงินเยอะๆ ในตราสารหนี้ แต่พอมัน Default ไม่จ่าย หรือ เจ๊ง เลยกลายเป็นเสียหายหนัก เพราะ คิดว่ามันไม่เสี่ยงนั่นเอง


3. หุ้นอเมริกาเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นไทย …ในมุมของธุรกิจอาจจะใช่ แต่ในมุมของหุ้น ความเสี่ยงไม่ได้แตกต่าง ขึ้นชื่อว่าหุ้นความผันผวนมันสูงเสมอ


4. หุ้นปันผลถือแล้วสบายใจกว่าหุ้นเติบโต …ปันผลทำให้เราได้ความสบายใจก็จริง แต่ราคาหุ้นเวลามันขึ้นหรือลง ก็รุนแรงไม่แตกต่าง ถ้าไม่เข้าใจก็อาจทนถือได้ยาก


5. วิกฤตมักเกิดเวลาที่้เราไม่ได้เตรียมตัว …พอมันเกิดมักจะเร็วและแรง …กว่าเราจะรู้สึกตัวว่า สิ่งที่เราลงทุนมันเสี่ยง มันก็เลยจุด Stop Loss ที่ดีไปแล้ว …โดยมากจุดที่เราขายทิ้งหนีความเสี่ยงมันมักจะเป็นจุดที่เริ่มน่าซื้อรอบใหม่แล้ว


6. เรามักผูกความกลัวเข้ากับความเสี่ยง …จนเราลืมไปว่า ในความกลัวมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ …ยิ่งคนกลัวเยอะๆ โอกาสยิ่งเพิ่มขึ้น


7. ธรรมชาติของคนส่วนใหญ่จะถูกสอนให้หนีความเสี่ยง …ทำให้ทุกจุดที่เสี่ยง มันกลายเป็นจุดที่มีคู่แข่งน้อย …ใช่!! คู่แข่งน้อยโอกาสชนะก็มากขึ้น


สรุป ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่สินทรัพย์ แต่ความเสี่ยงอยู่ที่เราไม่มีความรู้ในสินทรัพย์ …ความไม่รู้นี่แพงที่สุด !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

หุ้นดีต้องมีตำหนิ …ถ้าไร้ที่ติ เราอาจซื้อในราคาที่ไม่ดี !!

 หุ้นดีต้องมีตำหนิ …ถ้าไร้ที่ติ เราอาจซื้อในราคาที่ไม่ดี !!


1. หุ้นที่ไร้ที่ติ แปลว่า ราคาที่เราซื้ออาจเป็นราคาที่ไร้ที่ติ คือแพงเกินไปนั่นเอง


2. หุ้นดีแทบทุกตัว ไม่มีตัวไหนที่ขึ้นแบบไม่มีวันลง …วันที่ลงนั่นแหละ ‘ตำหนิ‘ ที่เราต้องมองหา


3. การแบ่งระหว่าง ’ตำหนิ’ กับ ‘ของไม่ดี‘ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของกิจการ 


4. ต้องแยกระหว่าง ‘เหตุการณ์ชั่วคราว’ หรือ พื้นฐานที่เปลี่ยนไป …เพราะถ้าพื้นฐานเปลี่ยนไป เราอาจไม่เห็นหุ้นนั้นกลับมาได้อีกเลย


5. อะไรที่ดูดีเกินไป …จริงๆ มันดูดีเกินไปจริงๆ แหละ …ต้องเตือนสติตัวเองให้ดี 


6. การหาหุ้นดีที่มีตำหนิ ควรอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต เพราะ ธุรกิจที่เติบโต มันอนุญาตให้ทำผิดพลาดแล้วแก้ไขได้ง่ายกว่า


7. อย่าวิ่งเข้าหาแต่ข่าวร้าย …ต้องมองให้ยาว แล้วใจเย็นให้พอ …เพราะไม่ใช่ทุกข่าวร้ายมันจะเป็นโอกาส …บางอันมันแย่จริงๆ ระวังด้วย


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ลงทุนยังไงให้เราถือทนรวยหุ้นปันผลให้นานที่สุด ? (ลงทุนดี จนได้หุ้นนั้นๆฟรี!!)

 ลงทุนยังไงให้เราถือทนรวยหุ้นปันผลให้นานที่สุด ? (ลงทุนดี จนได้หุ้นนั้นๆฟรี!!)


1. คนที่กำไรการลงทุนเป็นหลายๆ เท่าตัว ก็เพราะเขาสามารถทนถือได้นานกว่าคนทั่วๆ ไป


2. การทนถือกำไรต้องผ่านการทนขาดทุนด้วย …แปลว่า การลงทุนที่กำไรเป็น 10 เท่า ส่วนใหญ่ต้องผ่านการที่ราคาย่อลงมาเยอะๆ บางครั้งหุ้นอาจลง 50-70% ก่อนจะขึ้นครั้งต่อไป


3. การจัดสัดส่วนการลงทุนที่ดี ทำให้เราทนรวยได้มากขึ้น …เช่น เราจะลงทุนไม่เกิน 10% ของพอร์ต แล้วพอมันขึ้นก็ทยอยแบ่งขายเอาทุนคืน …จนสุดท้ายเหลือแต่กำไรที่ปล่อยให้มันโตต่อ (ถ้าบริหารพอร์ตได้ดี สุดท้ายเราจะได้หุ้นนั้นฟรี ไม่มีต้นทุน)


4. เราต้องเข้าใจธุรกิจนั้นให้ดีว่า ในระยะยาวธุรกิจสามารถเติบโตได้ต่อ ถ้าไม่ใช่ต้องขายทิ้งให้หมดในช่วงขาขึ้น


5. การมีต้นทุนที่ต่ำช่วยให้เราทนรวยได้มากขึ้น …ดังนั้นถ้าเราซื้อหุ้นช่วงที่มันดีแล้วต้นทุนจะสูงและทนรวยได้ยาก …พูดง่ายๆ ต้องซื้อหุ้นดีเวลามันปรับฐานลงเยอะๆ …ทยอยเก็บ


6. เงินปันผลของหุ้น จะช่วยให้เราทนถือผ่านช่วงแย่ๆ …หรือ ทยอยซื้อช่วงแย่ๆ ก็เพราะ ปันผลคุ้มค่า


7. คนที่กำไรสูงสุดคือคนที่ถือหุ้นแบบเจ้าของ …ถือตลอดไป …แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องบริหารสภาพคล่องตัวเราให้ดี ไม่งั้นเราอาจต้องขายหุ้นนั้นในเวลาที่มันไม่ควรจะขาย


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ไม่มีกำไรที่แท้ และขาดทุนที่ถาวร !!

 ไม่มีกำไรที่แท้ และขาดทุนที่ถาวร !!


1. ในการเมืองเราจะพูดว่า ‘ไม่มีมิตรแท้ และ ศัตรูที่ถาวร‘ …ส่วนการลงทุน ก็ไม่มีกำไรที่แท้ และขาดทุนที่ถาวร


2. ถ้าเราถือหุ้นกำไรนานพอ สุดท้ายมันจะเปลี่ยนเป็นขาดทุนในที่สุด …เพราะไม่มีหุ้นที่ขึ้นตลอด …ขาขึ้นแรง ขาลงย่อมแรงพอๆ กัน


3. ถ้าเราขาดทุนนานพอ สุดท้ายมันจะเปลี่ยนเป็นกำไรในที่สุด …หุ้นจะลงได้สุดก็เมื่อคนขาย ขายหมด จากนั้นเหลือแต่คนที่ไม่ขาย กับคนที่รอซื้อครั้งใหม่ …จากจุดนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนขาดทุนเป็นกำไร


4. พื้นฐานไม่ใช่ตัวกำหนดว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่คนซื้อและขายต่างหากที่ทำให้หุ้นขึ้นลง …เครื่องมือการอ่านแรงซื้อหรือขายคือ กราฟ และ Technical 


5. ตัวกำหนด Trend ขาขึ้น หรือ ขาลง ในรอบใหญ่ ก็คือพื้นฐาน …หลักๆ คือ ยอดขาย และ กำไร ที่เป็นขาขึ้น


6. “ยอดขายขึ้น กำไรขึ้น = ต้นรอบ / ยอดขายขึ้น กำไรลด = ปลายรอบ” : “ยอดขายลด กำไรขึ้น = เริ่มลง / ยอดขายลด กำไรลง = ลงใกล้สุดละ ”


7. ถ้าคุณไม่เคยติดหุ้น แปลว่า คุณยังอยู่ในตลาดไม่นานพอ (ชั่วโมงบินยังน้อยไป)


8. เหตุผลเดียวที่เราจะยอมถือหุ้นแม้ว่าเราจะขาดทุน หรือขาดทุนหนัก …ก็เพราะเราต้องการหนึ่ง ปันผล , สอง พื้นฐานในอนาคตที่โต และ สาม เราต้องการกำไรสูงสุด


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ทำไมหุ้นที่เราซื้อน้อยถึงขึ้นเยอะ แต่หุ้นที่ซื้อเยอะขึ้นน้อย ?

 ทำไมหุ้นที่เราซื้อน้อยถึงขึ้นเยอะ แต่หุ้นที่ซื้อเยอะขึ้นน้อย ?


1. ไม่ใช่เรื่องดวง แต่เป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยง …ถ้าซื้อหุ้นเป็นพอร์ตจะลดเรื่องเหล่านี้ลงไปได้


2. หุ้นที่เราซื้อน้อย แปลว่า หุ้นมันยังดูไม่ดี อาจจะเป็นหุ้นที่ราคาลงมาเยอะ พื้นฐานอาจจะยังดูไม่ดี …เราก็เลยไม่กล้าซื้อเยอะ ..ซึ่งภาวะแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นหุ้นต้นๆ รอบ


3. หุ้นที่เราซื้อเยอะ แปลว่า หุ้นนั้นมักจะอยู่ในข่าวดี ขึ้นมาเยอะแล้ว ทุกอย่างดูดี ใครๆ ก็ซื้อกัน …หุ้นภาวะนี้ เราจะกล้าซื้อเยอะ แต่ส่วนใหญ่มันปลายๆ รอบแล้ว …พอซื้ออาจขึ้นไม่เยอะ หรือ อาจจะเปลี่ยนเป็นขาลงได้ตลอด


4. ให้เปลี่ยนวิธีคิดก่อน …คือ หุ้นที่ดีแล้ว ก็ซื้อให้มันน้อยลง หรือไม่ซื้อก็ได้ …ส่วนหุ้นที่ยังไม่ดี ก็ซื้อมันมากขึ้น …หรือ วิธีลด Bias อคติทางการลงทุน ก็ให้ซื้อมันเท่าๆ กัน แบบเป็นพอร์ต


5. หุ้นที่ขึ้นดีที่สุด คือหุ้นที่เราไม่มี …ทำไม ? ก็เพราะ หุ้นที่เรามี มันก็คือหุ้นมหาชน หุ้นที่ใครๆ ก็ซื้อ …หุ้นพวกนี้ขึ้นไม่เยอะ เพราะ ตลาดหุ้นไม่ได้สร้างขึ้นมาให้คนส่วนใหญ่รวย …มันสร้างขึ้นมาให้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่รวยได้


6. ช่วงว่างหรือโอกาสรวยจากตลาดหุ้น …คือ การหาแนวทางการลงทุน ที่ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ …แค่หาว่าคนส่วนใหญ่ลงทุนอะไรซื้ออะไร เราแค่ไม่ทำแบบนั้น ก็แค่นั้นแหละ !!


7. เมื่ออยู่ในตลาดนานพอเราจะพบว่า ตลาดหุ้นและพอร์ตการลงทุน มันจะโตตาม Mindset ของเราที่มีต่อการลงทุนนั่นเอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ฉันควรทำอย่างไร เมื่อตลาดหุ้นไทยกลับตัวแล้ว !!!

 ฉันควรทำอย่างไร เมื่อตลาดหุ้นไทยกลับตัวแล้ว !!!


1. ‘เริ่มด้วยซื้อหุ้นใหญ่ปันผลดี’ …ตอนนี้หุ้นใหญ่ปันผลดี ราคาลงมาจนแค่ซื้อแล้วถือกินปันผลยาวๆ ก็คุ้มค่าแล้ว …แทบไม่ต้องเทรด


2. ‘เริ่มมองหาหุ้นขนาดกลาง ที่มีกำไรและปันผลต่อเนื่อง’ …กลุ่มนี้รอจังหวะ เพราะเป็นหุ้นพื้นฐานที่ปันผลดี และ มีสภาพคล่องพอสมควร …เรียกได้หุ้นกลุ่มนี้ ถึงซื้อแล้วติด ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร


3. ’ทำการบ้านหุ้นแถว 3 รอโอกาส‘ …หุ้นกลุ่มนี้จะมาก็เมื่อตลาดกลับตัวเป็นขาขึ้นไปแล้วสักพัก …ดังนั้นไม่ต้องรีบซื้อ แค่ต้องรีบทำการบ้าน แล้วรอจังหวะ …กลุ่มนี้ถ้าได้ถือเต็มรอบ มีโอกาสเปลี่ยนชีวิต …โย่ว!!


4. ’แบ่งเงินสด ออกมาตามความเสี่ยง เพื่อรอลงทุน’ ….ให้แบ่งเป็น 3 ก้อน คือ เสี่ยงมาก เสี่ยงกลาง เสี่ยงน้อย …เพื่อทยอยซื้อหุ้นตามความเสี่ยงที่เราจัดไว้แล้วนั่นเอง


5. ‘ช่วงนี้ลองศึกษาเรื่องรอบ Cycle ตลาด และ Cycle หุ้นรายตัว‘ ….โอกาสแบบนี้ทุกๆ สิบปีมีหนึ่งครั้ง …ถ้าปล่อยผ่านไป โดยที่เราไม่ได้อะไร ก็เสียเวลามาก


6. ’ความเสี่ยงอยู่ในจุดที่ทุกคนคิดว่าไม่เสี่ยง’ …ส่วนโอกาสมันอยู่ในจุดที่ทุกคนมองว่าเสี่ยง 


7. ‘การเสี่ยงโดยปราศจากความรู้ ก็คือการพนัน‘ ….การเสี่ยงโดยมีความรู้ และ จัดพอร์ตคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เราเรียกว่า ’นักลงทุน‘ ครับ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซื้อในเวลาที่ไม่มีใครต้องการแล้วถือ จะทำให้เรารวยได้มากที่สุด !

 สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซื้อในเวลาที่ไม่มีใครต้องการแล้วถือ จะทำให้เรารวยได้มากที่สุด !!


1. สินทรัพย์ คือ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ และ มีจำนวนจำกัด 


2. สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ …ก็แปลว่า สินทรัพย์นั้นไม่มีราคาอ้างอิง …คำนวณราคาได้ยาก …เพราะ ถ้าสินทรัพย์สร้างรายได้ เช่น หุ้น เราสามารถคำนวณได้ง่ายว่าถูกหรือแพง ..สมมุติ หุ้นราคา 100 บาท ปันผลปีละ 10 บาท เราก็รู้เลยว่า ได้เงิน 10 บาทต่อปี ถือ 10 ปีก็คืนทุน


3. ช่วงเวลาที่สินทรัพย์ไม่มีคนต้องการ …ก็คือช่วงที่สินทรัพย์ราคาลง …ยิ่งราคากำลังลง คนก็ยิ่งไม่ต้องการ 


4. ช่วงที่น่ากลัวที่สุดของสินทรัพย์ คือ ช่วงที่ สินทรัพย์นั่นๆ มี Volume สูงเกินปกติ …’ช่วงที่ Volume Peak มักเป็นช่วงที่ ราคา Peak สูงที่สุด‘ 


5. ช่วงที่คนติดดอย สินทรัพย์มากที่สุด คือ ช่วงที่ ‘ราคาลงแรง แต่ Volume เยอะที่สุด‘ …ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่รายใหญ่ขายมากที่สุด แต่รายย่อยแห่เข้าไปซื้อมากที่สุด 


6. ช่วงที่ราคาลงแรงที่สุด แต่ Volume เบาบาง …เป็นช่วงที่ ควรเริ่มทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์นั้น เพื่อรอขาขึ้นครั้งใหม่ …จุดนี้มักเป็นจุดที่รายใหญ่ทยอยเก็บรอบใหม่ 


7. ช่วงที่สินทรัพย์ลงเละเทะ แต่ไม่มี Volume เลย …แปลว่า สินทรัพย์นั้นๆ กำลังสะสมพลัง เพื่อจะเป็นขาขึ้นครั้งใหม่ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

การลงทุนอะไร ที่ผู้เล่นทุกคนกำไรหมด รวยหมด ?

 การลงทุนอะไร ที่ผู้เล่นทุกคนกำไรหมด รวยหมด ?


1. ‘เรายังถือสินทรัพย์นั้นไม่นานพอ’ …เพราะทุกอย่างถ้าถือนานพอ จะเข้าสู่วัฏจักร ’เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป’ 


2. ‘เรากำลังอยู่ในปลายรอบ‘ …ปลายรอบของทุกสินทรัพย์ก่อนที่ผู้คนจะเสียหายหนัก เจ๊ง หมดตัว …ช่วงนั้นจะมีแต่คนซื้อ อยากซื้อ ข่าวดี และ ทุกอย่างดูดีหมด


3. ‘ทุกการลงทุน จะให้ผลลัพธ์เหมือนกัน‘ …มีคนส่วนใหญ่เสียหายหนัก และ มีคนส่วนน้อยที่กำไรมหาศาล


4. ’จุดที่คนเสียหายเยอะๆ ปลอดภัยกว่าจุดที่คนส่วนใหญ่กำไรเยอะๆ’ …เวลาปฏิบัติจริง มันจะตรงข้ามกับความรู้สึกมากๆ …เพราะจุดที่มีคนเสียหายเยอะๆ คนจะเห็นแต่วิกฤตจนลืมมองโอกาสไปเลย


5. ’กลับมาสู่หลัก Demand และ Supply’ …อะไรก็ตามที่มี Supply น้อย แต่ Demand เยอะ …ราคามันจะวิ่งขึ้นเรื่อยๆ 


6. ’ถ้าไม่อยากเสียหายจากการลงทุน พยายามหลีกเลี่ยงสินทรัพย์ยอดฮิต’ …ทุกอย่างที่ฮิต แปลว่า คนที่อยากซื้อแทบจะซื้อกันไปหมดแล้ว หลังจากนั้นมักจะเป็นขาลง


7. ‘สรุปไม่มีการลงทุนอะไรที่ดีตลอด’ …ทุกการลงทุนจะมีคนขาดทุนคือคนส่วนใหญ่ และ คนมีกำไรมหาศาลซึ่งจะเป็นคนส่วนน้อยแค่นั้นจริงๆ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

งานหนักแต่ให้ผลน้อย ต่างจากงานน้อยแต่ให้ผลเยอะยังไง ?

 งานหนักแต่ให้ผลน้อย ต่างจากงานน้อยแต่ให้ผลเยอะยังไง ?


1. ความชำนาญของเรา …ยิ่งเราชำนาญ เราจะยิ่งสามารถทำงานที่ออกแรงน้อย แต่ให้ผลลัพธ์เยอะ …ต้องฝึกฝนมากๆ ในช่วงแรก จนชำนาญนั่นเอง


2. การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย …สิ่งที่ทำให้ Productivity เพิ่ม หลักๆ คือ Technology…ต้องใช้ Technology ในงานเราให้มากขึ้น เพื่อให้ทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด


3. พาตัวเองไปอยู่ในงานที่คู่แข่งน้อย …จะเรียกว่าหา Blue Ocean ก็ได้ …จริงๆ จุดที่แข่งขันเยอะ มีเงินเยอะก็จริง แต่มันเหนื่อยกว่า เพราะ ยุคนี้การแข่งขันส่วนใหญ่เล่นสงครามราคา


4. สร้างลูกน้อง ลูกทีม ที่ทำงานได้เอง โดยที่เราแค่ให้โจทย์ …คนเก่งจะหาวิธีการได้เอง หัวหน้าที่ดีแค่ประคอง และร่วมรับผิดชอบ …ปล่อยให้ลูกน้อง ลองผิด ลองถูก แล้วเติบโต


5. ทุ่มทรัพยากรเมื่อเรามีแต้มต่อ …ใช่!! ถ้าเราไม่ได้เปรียบ ต้องใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดคุ้มค่า แต่ถ้าเราได้เปรียบต้อง ทุ่มทรัพยากร จัดเต็ม !!


6. อย่าหนีปัญหา ให้สู้กับปัญหา เพราะ ปัญหาสร้างความเติบโต และ ทำให้เราหาโอกาสครั้งต่อไปได้


7. พอเราเริ่มทำอะไรเข้ามือ ก็ถึงเวลาหา งานน้อยเงินหนักเพิ่ม …เราต้องสะสมงานที่ออกแรงน้อยแต่ให้ผลเยอะ 


ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ถกหนังสือขายดีระดับโลก The Let them Theory มาใช้กับการลงทุนและการเป็นผู้นำที่ดีขึ้น !!

 ถกหนังสือขายดีระดับโลก The Let them Theory มาใช้กับการลงทุนและการเป็นผู้นำที่ดีขึ้น !!



หนังสือเล่มนี้ติด Best Seller ระดับโดย เขียนโดย Mel Ribbons …พูดถึงการยอมให้คนอื่นผิดพลาดและเรียนรู้ ทำให้คนรอบข้างเติบโต และ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น


1. ‘เราไม่สามารถควบคุมใครได้เลยนอกจากตัวเรา’ …แต่เรากลับอยากควบคุมคนอื่นให้เป็นดั่งใจเรา พ่อแม่พยายามคุมลูก หัวหน้าคุมลูกน้อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่ทำให้อะไรดีขึ้น …การลงทุนเราคุมหุ้นไม่ได้ คุมตลาดไม่ได้ เราคุมได้แต่พอร์ตตัวเอง


2. ‘คนเราเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น’ …เราอาจศึกษาตัวอย่างความผิดพลาดของคนอื่น แต่ในทางปฏิบัติจริง เราจะเรียนรู้จริงๆ เฉพาะที่เราพลาดเองแล้วแก้ไข


3. ‘การไม่พยายามควบคุมคนอื่นให้เป็นดั่งใจเรา จะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น‘ ….หลายๆ ครั้งที่เราพยายามไปเปลี่ยนคนอื่น ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น


4. ’ความผิดพลาดเป็นส่วนนึงของกระบวนการเรียนรู้และเติบโต‘ …ใช่!! การหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ทำให้เราไปต่อไม่ได้ …ไม่เรียนรู้และไม่เติบโต


5. ‘นักลงทุนที่เก่ง ล้วนผ่านการพลาดแรงๆ หลายครั้ง‘ …การลุกขึ้นหลังความผิดพลาด คือ ขั้นตอนการปั้นพอร์ตให้เติบโตแบบยั่งยืน 


6. ‘ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนออกคำสั่ง แต่คือโค๊ชที่ช่วยแก้ไขปัญหา‘ …ส่วนการลงทุนเราจะเห็นช่องโหว่จากวิกฤต หลังจากนั้นคือทักษะของการเป็นนักลงทุนที่ดี


7. ‘ลูกจะเติบโต เมื่ออยู่ไกลพ่อแม่’ …ลูกที่พ่อแม่ควบคุมตลอดจะไม่เติบโต …ต้องให้เขารับผิดชอบในผลลัพธ์ ของการตัดสินใจเอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568

7 ข้อควรรู้ สินทรัพย์ที่ดี สามารถทำให้เราขาดทุนมหาศาล หรือทำร้ายเราได้อย่างไร ?

 7 ข้อควรรู้ สินทรัพย์ที่ดี สามารถทำให้เราขาดทุนมหาศาล หรือทำร้ายเราได้อย่างไร ?

1. สินทรัพย์ในภาวะปกติเป็นสิ่งที่เราเอาไว้สะสมความมั่งคั่ง อันนี้ใครๆ ก็รู้แต่หลังจากวิกฤตมูลค่าค่าเงินจบ มันจะทำลายความมั่งคั่งมหาศาลเช่นกัน


2. ทองคำทำลายความมั่งคั่งของคนที่ซื้อในช่วงแพง เช่น ใครซื้อทองปี 1980 แล้วถือต่อ มูลค่ามันจะลดลง 50% เกือบ 20 ปีหลังจากนั้น  …ใครซื้อทอง ปี 2011 แล้วถือ มูลค่ามันจะลดลงเกือบ 50% เป็นเวลาหลายปี


3. หุ้นทำลายความมั่งคั่งมหาศาล หากซื้อในเวลาที่ผิด เช่น เข้าตลาดหุ้นไทยในเวลาที่แพง หุ้นทั้งตลาดมูลค่าหายไปเฉลี่ยเกิน 50% จนถึงปัจจุบัน


4. สิ่งที่ควรรู้คือ สินทรัพย์ที่ดี หากซื้อในเวลาที่ผิดพลาด ก็สามารถทำลายความมั่งคั่งเรามหาศาล และ เป็นเวลาที่ยาวนาน …จนคนส่วนใหญ่ถอดใจ ขายทิ้ง สินทรัพย์ถึงจะสามารถขึ้นต่อรอบใหม่


5. การซื้อสินทรัพย์จึงต้องตั้งสติ 2 ข้อ คือ หนึ่ง ต้องแน่ใจว่ามันคือสินทรัพย์จริงๆ และ สอง เราต้องซื้อสินทรัพย์ในเวลาที่คนส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่ใช่เวลาที่ทุกคนกำไร 


6. ทางแก้ไม่ใช่กลัวสินทรัพย์ แต่ต้องศึกษามันให้ดี และอย่าแห่เข้าไปซื้อสินทรัพน์ในเวลาที่ทุกคนวิ่งเข้าไปซื้อพร้อมกัน


7. ในเวลาที่สินทรัพย์ทำกำไรให้เราเยอะๆ …มันสอนผมว่า ให้รู้จักแบ่งขายบ้างเพื่อลดความเสี่ยง …และเมื่อเวลาผ่านไปเราจะเป็นนักลงทุนที่เก่งขึ้น


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568

เอาไงกับหุ้นน้ำมัน ในวันที่ผันผวนสุดๆ แล้ว

 เอาไงกับหุ้นน้ำมัน ในวันที่ผันผวนสุดๆ แล้ว


1. หุ้นน้ำมันยังลงทุนระยะยาวได้ …เพราะโลกเรายังใช้น้ำมันไปอีกนาน


2. หุ้นน้ำมันลงทุนสูง ทำให้ธุรกิจมีความผูกขาดโดยธรรมชาติ …โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ที่หุ้นเหล่านี้มีน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ


3. การปันผลที่สูง และต่อเนื่อง ทำให้การถือยาวมีความสมเหตุสมผลมากกว่าหุ้นที่ให้ Yield ต่ำ


4. หุ้นน้ำมันหลักๆ ในตลาดหุ้นไทย แทบจะต่ำ Book Value ทุกตัว …แปลตรงๆ ก็คือ ช่วงนี้ไม่แพง …การทยอยซื้อตอนหุ้นลง ก็ถือเป็นการทยอยเก็บที่ดี


5. หุ้นเหล่านี้ไม่โดน Disrupt ด้วย Technology ….ทุกวันนี้ความเสี่ยงของ Technology เข้ามาเปลี่ยนธุรกิจ ทำให้โลกวิ่งเข้าหาแต่หุ้น 7 นางฟ้า แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังไปได้อีกยาว


6. ฐานทุนที่แข็งแกร่ง …หุ้นเหล่านี้อยู่ในตลาดมานาน สะสมทุนจนแข็งแกร่ง …แกร่งพอจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ 


7. ใช้กราฟหุ้นเข้าช่วยจับจังหวะทยอยเก็บ จะช่วยให้เราซื้อในจุดที่เหมาะสม


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568

6 ข้อ กินรวบ กินยาว กินใหญ่ สไตล์เจ้าสัวไทย

 6 ข้อ กินรวบ กินยาว กินใหญ่ สไตล์เจ้าสัวไทย


1. ลงทุนแบบไม่สนราคาหุ้น …ซื้อเก็บอย่างเดียว …ใช่!! แทบไม่มีขาย ซื้ออย่างเดียว …ถ้าจะขายก็แค่เวลาที่จะใช้เงิน นอกนั้นซื้อตลอด


2. ขยายกิจการไปเรื่อยๆ …สร้างหนี้ราคาถูก แล้วขยายกิจการ ควบรวมไปเรื่อยๆ …โดยเฉพาะตลาดที่เติบโต เช่น เวียดนาม หรือ ตลาดอื่นๆ ที่เติบโต


3. ปักหลักอยู่ตลอดไป ไม่สนใจกำไรระยะสั้น …แค่บริหาร Cashflow ให้ดี ก็อยู่ยาวๆ อยู่ตลอดไป …กิจการสามารถสร้างหนี้ได้ราคาถูก ตราบเท่าที่รายได้สามารถจ่ายดอกเบี้ยก็ขยายได้เรื่อยๆ 


4. ถ้าซื้อธุรกิจที่ปันผลสูง ก็เหมือนได้ธุรกิจนั้นมาฟรีๆ …สมมุติต้นทุนกู้เงินมาเสียดอกเบี้ย 2% แล้วมาซื้อหุ้นที่ปันผล 6% …ก็ได้ธุรกิจนั้นฟรีๆ แถมส่วนต่างดอกเบี้ยสบายๆ 


5. ไม่จำเป็นต้องไล่ราคาให้หุ้นขึ้น เพราะ ผลประโยชน์ของเจ้าของที่ถือหุ้นแล้วไม่ขาย ไม่ได้อยู่ที่หุ้นขึ้นในระยะสั้น แต่เป็นการสร้างพื้นฐานให้ธุรกิจโตระยะยาว …ในส่วนเจ้าของก็ทยอยเก็บหุ้นเพิ่มทุกครั้งที่หุ้นราคาถูก 


6. เพิ่มทุนในราคาถูก ในเวลาที่นักลงทุนคนอื่นไม่เชื่อมั่น ไม่ใช้สิทธิ์ ก็สามารถรวบหุ้นคืนมาในราคาถูก …พอได้หุ้นมาเยอะแล้ว ค่อยปันผลอย่างสาสม 


สรุป เกมเจ้าสัว คือ เกมสร้าง Value เก็บหุ้นเพิ่มโดยไม่ไล่ราคาเหมือนเจ้ามือหุ้น …สะสมหุ้นพร้อมขยายธุรกิจเพื่อเป้าหมายระยะยาวนั่นเอง 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ความน่ากลัวของคำว่า New Normal ในโลกธุรกิจและการลงทุน !!

 ความน่ากลัวของคำว่า New Normal ในโลกธุรกิจและการลงทุน !!


1. เรามักเจอคำอธิบายว่า New Normal ในเวลาที่ไม่ปกติ …เช่น น้ำมันแพงกว่าปกติ จนคนพูดว่า โลกยุคใหม่ ไม่มีแล้วยุคน้ำมันถูก , หุ้นตัวนึงขึ้น จนทุกคนเชื่อว่า ธุรกิจนี้คือ New Normal มันจะขึ้นตลอดไป 


2. ทุกอย่างมีคนซื้อ ก็แปลว่ามีคนขาย …แต่ถ้ามีแต่คนซื้อ แล้วคนขายลดลงเรื่อยๆ แปลว่า สุดท้ายทุกคนรอขายที่ราคาใดราคาหนึ่ง ซึ่งจุดนั้นคือ จุดเปลี่ยนของขาขึ้น เปลี่ยนเป็นขาลง


3. อะไรก็ตามที่คนไม่เข้าใจ มันสามารถขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ และลงเท่าไหร่ก็ได้ …อะไรที่เกี่ยวกับ New Normal จึงสามารถทำให้คนเรารวยมหาศาล และก็ทำให้คนเราหมดตัวได้เช่นกัน


4. ในฝั่ง New Normal ที่มีแต่คนขาย คนหนีตาย …มันก็มีของถูก ของดี ที่แฝงตัวอยู่ …ความยากของขาลง ไม่ใช่การรอซื้อจุดต่ำสุด แต่เป็นการทยอยซื้อในขณะที่บริหารสภาพคล่องให้สามารถซื้อได้เรื่อยๆ ซื้อได้ตลอดไป


5. ธุรกิจยุคใหม่มี 2 แบบ คือ หนึ่ง ธุรกิจที่แข่งขันสูง คือ ไม่ต้องหาลูกค้า แต่ต้องเอาชนะคู่แข่ง Red Ocean ..สอง ธุรกิจที่แข่งขันต่ำ คือ ต้องสร้างลูกค้าขึ้นมาเอง Blue Ocean 


6. เราจะไม่มีทางว่ายน้ำเป็น ถ้าเราไม่กระโดดลงไปในน้ำ …หลักการทำธุรกิจยุคใหม่ คือ การกระโดดลงน้ำให้เร็วที่สุด โดยที่พยายามจำกัดความเสียหายหากมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด แล้ว Move on ให้เร็วก็แค่นั้น


7. ไม่มี New Normal จริงๆ …เพราะทุกครั้งที่เราได้ยินคำนี้ เราต้องระวังตัว …มันคือสัญญาณเตือนสุดท้ายก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เข้าใจ Wealth vs Cashflow เพื่อการลงทุนระยะยาวที่ดีขึ้น

 เข้าใจ Wealth vs Cashflow เพื่อการลงทุนระยะยาวที่ดีขึ้น 


1. Wealth คือ ความมั่งคั่งของเราทั้งหมด รวมสินทรัพย์ทุกอย่างที่เราถือครอง บ้าน ที่ดิน รถ ของสะสม …พูดง่ายๆ ว่า Wealth คือ ‘ความมั่นคง‘ 


2. Cashflow คือ รายได้หรือเงินสด ที่เข้ามาหาเราเรื่อยๆ …ทั้งจากการทำงาน และ เงินปันผลจากสินทรัพย์ที่เรามี …สั้นๆ Cashflow ก็คือ ‘อำนาจในการจับจ่ายใช้สอย’


3. คนที่มี Cashflow เยอะ มักกล้าใช้เงิน แต่คนที่มี Wealth อย่างเดียว มักไม่ค่อยกล้าใช้เงิน ….เพราะการเอา Wealth ตัวเองมาใช้มันทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคง ’ความรวยลดเดี๋ยวจน’ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องสร้างทั้ง Wealth และ Cashflow ไปพร้อมๆ กัน


4. หุ้นปันผลส่วนใหญ่ จะเน้นให้ Cashflow …เพราะเวลาเราถือครอง จะให้ปันผลในอัตราที่สูง แต่ข้อเสียคือพอตลาดเป็นขาขึ้น หุ้นพวกนี้จะขึ้นไม่เยอะ


5. หุ้นเติบโตหรือหุ้นขนาดเล็ก จะเน้นให้ Wealth …ดังนั้นในตลาดที่ไม่ใช่ขาขึ้น หุ้นพวกนี้จะแย่มากๆ แถมแทบจะไม่มีปันผล …แปลว่า ช่วงเวลาที่ดีของคุณพวกนี้คือตลาดขาขึ้นเท่านั้น


6. Cashflow ก็คือ คุณภาพชีวิต …เพราะถ้าเรารวยแต่ไม่ใช้เงินเลย ก็แปลว่า ความรวยที่เรามี สร้างแค่ ’ความรู้สึกมั่นคง’ แต่เราก็ไม่กล้าใช้เงินอยู่ดี 


7. จุดเหมาะสม ก็คือ การสมดุลย์ระหว่าง การสร้าง Wealth และ Cashflow ไปพร้อมๆ กัน …ทำให้รู้สึกทั้งมั่นคง และ ก็กล้าใช้เงิน


8. ตลาดขาขึ้นเราควรเน้นการสร้าง Wealth …ส่วนตลาดขาลง เราควรเก็บหุ้นสร้าง Cashflow …แล้วเมื่อตลาดกำลังจะเป็นขาขึ้นใหม่ ก็ค่อยเก็บหุ่นสร้าง Wealth อีกครั้งนั่นเอง


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เคยสงสัยไหมว่าบางคน ‘โคตรเก่ง โคตรฉลาด’ แต่ทำไมยังไม่รวยสักที ?

 เคยสงสัยไหมว่าบางคน ‘โคตรเก่ง โคตรฉลาด’ แต่ทำไมยังไม่รวยสักที ?


1. มี Lifestyle inflation …พอมีรายได้เพิ่ม ก็มีรายจ่ายเพิ่มมากกว่าตลอด …ใช้ชีวิตไฮโซเร็วไปหน่อย


2. ไม่วางเงินให้ทำงาน …ไม่แบ่งเงินลงทุน …ยิ่งเริ่มลงทุนเร็วแค่ไหน ก็มีโอกาสมีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้นเท่านั้น


3. มัวแต่ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด …การทำงานไม่ถนัดมันควรทำตอนอายุยังน้อย ตอนที่กำลังค้นหาตัวเอง …แค่ถ้าอายุเริ่มเยอะ ต้องเลือกทำงานที่ตัวเองถนัด


4. ไม่สร้างผลงานที่จับต้องได้ …ผลงานก็คือผลลัพธ์ที่มาจากงานที่เราทำ …ต้องบอกให้ได้ว่า งานของเรา สร้างคุณค่า และ ผลลัพธ์อะไรบ้าง (รายได้จะแปรผันตามคุณค่าและผลลัพธ์เสมอ)


5. กลัวความเสี่ยงมากเกินไป …คนเก่งมักเข้าใจความเสี่ยง จนหลายครั้งกลายเป็นกลัว ไม่กล้าเสี่ยงเลย …ต้องไม่ลืมว่า ทุกครั้งที่ชีวิตจะก้าวกระโดดต้องกล้าเสี่ยง ..ใช่!! ล้มบ้างก็ได้ ความล้มเหลวไม่ได้เลวร้ายแบบที่เราคิด


6. เลือกหัวหน้าและลูกน้องที่ไม่ได้เรื่อง …หัวหน้ากับลูกน้องเลือกได้ ถ้าไม่ใช่ก็แค่เดินออกมา หรือไล่ออกไป การทนอยู่กับคนที่ไม่ใช่ มันทำร้ายและทำลายอนาคตทั้งคู่


7. อายุมากขึ้นต้องทำในสิ่งที่เราชอบ …อายุน้อยให้เลือกงานที่เงินเยอะ พออายุเยอะต้องเลือกงานที่ชอบ …เพราะ งานที่ชอบ ทำให้เราชอบตัวเอง เคารพตัวเอง และ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นคนอย่างเรา


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

8 ข้อสรุป The Almanack of Naval Ravikant

 8 ข้อสรุป The Almanack of Naval Ravikant 



Selfmade Billionaire ลูกครึ่งอินเดีย …อพยพมาอยู่อเมริกาตอน 9 ขวบ เลี้ยงโดยแม่เลี้ยงเดี่ยว …เป็นนักลงทุนใน Startup ชั้นนำ เช่น Twitter , Uber ..และอื่นมากมาย 


1. สะสม Asset …สินทรัพย์เป็นสิ่งเดียวที่ยิ่งสะสม ยิ่งมั่งคั่ง


2. เล่น Money Game อย่าเล่น Status Game …ถ้าเราต้องการดูรวย เราจะไปไม่ถึงความรวยจริงๆ 


3. อ่านหนังสือให้เยอะ …หนังสือจะจุดประกายสร้างปัญญาให้เรา 


4. สนใจ เลข และ การขาย …การขายคือการเข้าใจคนอื่น ชีวิตเราจะง่ายขึ้น


5. เลือก Choice ที่ยากเสมอ ชีวิตที่เหลือจะง่ายขึ้น …แต่ถ้าเลือกทำแต่สิ่งง่ายๆ ชีวิตที่เหลือจะยาก


6. หัวดำหัวหงอก ก็หลอกเราได้ …ไม่มีผู้เชียวชาญที่แท้จริงในสิ่งใด


7. อิสรภาพคือสุดยอดเป้าหมายของชีวิต …เด็กๆ เราต้อง ‘Freedom For’ …พออายุมากขึ้นจะเป็น ‘Freedom From’


8. อย่ากลัวที่จะเริ่มใหม่ …ทุกครั้งที่เริ่มคือโอกาสในความสำเร็จครั้งใหม่เสมอ


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมแค่ซื้อหุ้นปันผลเก็บไปเรื่อยๆ เราก็มีอิสรภาพทางการเงินได้ ?

 ทำไมแค่ซื้อหุ้นปันผลเก็บไปเรื่อยๆ เราก็มีอิสรภาพทางการเงินได้ ?


บางครั้งการทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ ในเวลาที่คนอื่นไม่เห็นด้วยกับเรา (ด้วยความอดทนและต่อเนื่อง) มันยิ่งทำให้เรายิ่งประสบความสำเร็จ !!


1. มันคล้ายการมีบ้านปล่อยเช่านั่นแหละ …เราจะได้เงินจากปันผลไปเรื่อยๆ เลี้ยงเรา


2. หุ้นไม่ได้มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา …ต่างๆ กับ สินทรัพย์หลายๆ อย่าง ที่ต้องมีค่าดูแล เช่น บ้าน , ที่ดิน 


3. หุ้นจำกัดความเสียหาย แค่ที่เราถือครอง …ดังนั้น ถึงบริษัทติดหนี้ หรือ ล้มละลาย เราก็เสียหายแค่ที่เราถือเท่านั้น


4. หุ้นก็คือธุรกิจที่เมื่อโตถึงจุดนึงจะกลายเป็น Cash Cow นั่นก็คือ สร้างกระแสเงินสดต่อเนื่อง มั่นคง นี่แหละ ที่เหมาะจะถือให้หุ้นจ่ายปันผลเลี้ยงเรา


5. นอกจากปันผล หุ้นบางตัวที่เราถืออาจขึ้น แล้วทำกำไรให้เรามหาศาล …โดยมากคนที่รวยจากหุ้นเยอะๆ คือ คนที่ถือยาว …เพราะคนเล่นสั้น หุ้นขึ้นนิดเดียวก็ขาย เลยไม่ได้กำไรคำใหญ่แบบคนซื้อถือยาวกินปันผล


6. ควรคัดหุ้นที่เจ้าของถือเยอะ …ถือเยอะ หมายถึง สัดส่วนในการถือเยอะ เขาจะทำทุกอย่างที่ให้ประโยชน์ผู้ถือหุ้นมากที่สุด


7. การซื้อหุ้นคืน ก็เป็นสัญญาณที่ดี ที่ทำให้มูลค่าหุ้นเพิืม และ ปันผลเพิ่มขึ้น …แถมเป็นสัญญาณที่ดีว่า บริษัทมีการเงินแข็งแกร่ง


8. การซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย ยิ่งให้ผลดีหากเราเริ่มสะสมในช่วงตลาดไม่ค่อยดี เพราะ เราจะได้เงินปันผลเฉลี่ยที่สูงขึ้น ทำให้เราไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เลือกหุ้นให้แม่น ..ไม่ใช่ทำนายว่าอะไรจะเปลี่ยน ให้มองหา อะไรที่ไม่เคยเปลี่ยน !!

 เลือกหุ้นให้แม่น ..ไม่ใช่ทำนายว่าอะไรจะเปลี่ยน ให้มองหา อะไรที่ไม่เคยเปลี่ยน !!


1. หุ้นที่ดีแล้ว ไม่เคยทำให้เรารวย ….หุ้นที่ดีแล้ว ก็แปลว่า มันขึ้นมาเยอะแล้ว มันทำให้คนที่ถือมาก่อนรวยไปแล้ว …มันเลยไม่ทำให้เรารวยไง 


2. หุ้นนอกสายตา เป็นหุ้นที่สร้างเศรษฐีใหม่ ….ก็เหมือนซื้อหวย มันไม่ Make Sense แต่อย่างน้อยทุกงวด ทุกเดือน มันก็สร้างเศรษฐีใหม่ขึ้นมา 1 คนเสมอ (แม้ว่าส่วนใหญ่จะ รวยแป๊บเดียว ก็ขอสักครั้งอ่ะนะ)


3. คนส่วนใหญ่ลงทุนผิดตลอด …คนส่วนใหญ่จะขายหุ้นทิ้ง ในเวลาที่ควรเริ่มซื้อมากที่สุด …และคนส่วนใหญ่ จะซื้อหุ้นในเวลาที่ราคามันแพงสุด 


4. หุ้นจะขึ้นลงเป็นรอบ ไม่ว่า หุ้นนั้นจะเป็นหุ้นพื้นฐานดี หรือ พื้นฐานไม่ได้เรื่องก็ตามที …มันจะมีรอบเสมอ อยู่ที่เราจะซื้อตรงไหน …ข้างบน หรือ ข้างล่าง ?


5. หลังเหตุการณ์แย่ หุ้นจะดี …หลังเหตุการณ์ดี หุ้นจะแย่ ….แต่คนส่วนใหญ่ ซื้อหุ้นตามเหตุการณ์ …พอรู้สึกดี ก็ซื้อหุ้น จากนั่นหุ้นก็แย่เลยซวย 


6. ถ้ามุ่งลงทุนระยะยาวผลตอบแทนจะดีเสมอ แต่เราก็อดไม่ได้ที่อยากกำไรเร็ว แล้วเปลี่ยนมาลงทุนระยะสั้น …ถึงสั้นที่สุด 


7. ถ้าเราอยากเปลี่ยน ให้ค่อยๆ ฝึกทำตรงข้ามกับความรู้สึกเรา …เริ่มทีละน้อย ค่อยๆ ให้ผลลัพธ์ใหม่ สอนเราให้เปลี่ยน


ใช่!! อาจารย์ที่ดีที่สุดในตลาดหุ้น คือ คนที่อยู่ตรงข้ามเรา …ในวันที่เราขาย เขาตั้งซื้อจากเรา …ในวันที่เราเข้าซื้อ เขาตั้งขายให้เรา …หวังว่าวันนึงเราจะคิดได้ ทำได้แบบคนตรงข้าม !!


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ‘พอร์ตเพื่อรวย‘ ต่างกับ ’เพื่อรักษาความรวย’ ยังไง ?

 ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ‘พอร์ตเพื่อรวย‘ ต่างกับ ’เพื่อรักษาความรวย’ ยังไง ?


1. พอร์ตเพื่อรวย คือ มองหาโอกาส ’เชิงรุก’(Active)  …ส่วน เพื่อรักษาความรวย คือ เตรียมตัวป้องกันวิกฤต ‘เชิงรับ‘ (Passive)


2. พอร์ตเพื่อรวย ต้อง วิ่งเข้าหาความเสี่ยง ในเวลาที่คนอื่นกลัว เช่น ซื้อหุ้นตอนหุ้นลงแรง …ส่วนพอร์ตรักษาความรวย พยายามหนีความเสี่ยง เช่น ซื้อกองทุนผสมมีทั้งตราสารหนี้และทุน …หรือ ซื้อตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่


3. พอร์ตเพื่อรวย จะ Focus ซื้อน้อยตัว ไม่กระจายความเสี่ยง …พอร์ตเพื่อรักษาความรวย ต้องกระจายความเสี่ยงให้เยอะ เช่น การซื้อ ETF ของ index ตลาดต่างๆ 


4. พอร์ตเพื่อรวย จะดีมากในตลาดขาขึ้น (พอร์ตจะโตเร็วแบบก้าวกระโดด) …พอร์ตเพื่อรวย จะโดดเด่นมากในตลาดขาลง เพราะ การกระจายความเสี่ยงที่ดี ทำให้ขาดทุนน้อย หรือ อาจจะไม่ขาดทุนเลย


5. พอร์ตเพื่อรวย เหมาะกับ คนที่มีรายได้สม่ำเสมอแล้วมองหาโอกาสรวยจากการลงทุน …พอร์ตเพื่อรักษาความรวย เหมาะกับ คนที่มีเงินก้อน แต่ไม่มีรายได้อื่นเข้ามาอีกแล้ว 


6. พอร์ตเพื่อรวย มีจุดอ่อนคือ เวลาตลาดไม่ดีจะขาดทุนเยอะ เฉลี่ยจะติดลบประมาณ 50% …พอร์ตเพื่อรักษาความรวย มีจุดอ่อนคือ พอร์ตจะไม่ค่อยโต (ก็เพราะกระจายความเสี่ยงมากเกินไป) 


7. ถ้าเอาทั้ง 2 แนวมาผสมกันล่ะ ….ก็ต้องแยกแต่ละพอร์ตให้ชัดเจน ตามวัตถุประสงค์ …แยกให้ชัด ไม่เอามารวมกัน 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ศิลปะของการปฏิเสธ ทำให้เรามีเวลามากขึ้น รวยเพิ่มขึ้น …สบายๆ

 ศิลปะของการปฏิเสธ ทำให้เรามีเวลามากขึ้น รวยเพิ่มขึ้น …สบายๆ 

‘เรามักจะเก่งในการเลือกทำ ..ก็คือทำสิ่งที่ดีที่สุด ….แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ เลือกว่าเราจะไม่ทำอะไร’ 


เหตุผลก็คือ เรามีเวลาจำกัด 


…การเลือกว่าเราจะไม่ทำอะไร มันจะช่วยให้เรามีเวลามากขึ้น …เราจะได้เอาเวลาที่เราทุกคนมีอย่างจำกัด ไปใช้ในสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีกว่านี้


1. ’พยายามทำในสิ่งที่ออกแรงน้อยแต่ให้ผลเยอะ‘ …เช่น การลงทุนระยะสั้นออกแรงเยอะ แต่ให้ผลน้อย แถมความเสี่ยงสูง ได้เยอะ เสียเยอะ …ส่วนการลงทุนระยะยาว ออกแรงน้อย แต่ให้ผลที่มากกว่า (แต่มันยากกว่า และ ต้องใช้ความอดทนที่สูงกว่ามาก)


2. ’ให้ใช้เวลากับคนที่มีเป้าหมายแบบเดียวกับเรา’ ….ก็เหมือนเพื่อนเดินทาง ถ้าเป้าหมายมันคนละแบบ มันก็ไม่ work ป่ะ …เช่น คนนึงอยากชมวิว แวะตลอด กับ อีกคนอยากไปถึงเป้าหมายให้เร็ว …มรึงไปคนละคันเถอะ …555


3. ’ถ้ายังคิดอะไรไม่ออก ให้ใช้เวลากับกิจวัตรที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น‘ ….สมมุติกิจวัตรเราคือ เราจะกินเหล้าวันละขวด แน่นอน ปลายทางคือ ติดเตียง แบบไม่ต้องเดา ….แต่ถ้ากิจวัตรเราคือ ออกกำลังกายวันละชั่วโมง ..ปลายทางมันดีชัวร์ๆ ไม่ต้องสงสัย …ใช่ป่ะ?


4. ’การลงทุนก็เป็นกิจวัตรได้ แล้วดีด้วย‘ …ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะรวยยังไง …แต่ถ้าเราแบ่งเงินมาซื้อหุ้นปันผลดี ทุกเดือน เก็บไปเรื่อยๆ …อาจเริ่มจาก 10% ของเงินเดือน (พอเงินเดือนเยอะขึ้น ก็เพิ่มสัดส่วนซื้อหุ้นมากขึ้น) …ไปเรื่อยๆ …สุดท้ายหุ้นปันผลที่เราซื้อ มันก็ให้ปันผลมากขึ้นเรื่อยๆ ….จนในที่สุด เงินปันผล ที่เราได้มากกว่าเงินเดือน นั่นแหละ ‘จุดเริ่มต้นของอิสรภาพทางการเงิน‘ 


5. ‘คนที่ไม่มีเงินจะพูดว่า เงินสำคัญกว่าเวลา 

…แต่คนที่มีเงินจะพูดเหมือนกันว่า เวลาสำคัญกว่าเงิน‘ ….เออ!! อยากเป็นอย่างหลังทำไงล่ะ ? …เอาตรงๆ เลยนะ คนอย่างแรกกับคนอย่างหลัง มันคนละประเภทกัน …ถ้าอยากเป็นแบบคนอย่างหลัง มันก็ต้องคิดและทำแบบคนอย่างหลัง …ก็คือ ให้ความสำคัญกับเวลาตั้งแต่ยังไม่มีเงิน …ใช่!! แล้วเดี๋ยวเงินมันก็จะมาเอง ส่วนเวลาก็มีอยู่แล้ว (เพราะคุณจะมุ่งหาแต่สิ่งที่ให้เงินสูงสุด ในเวลาที่สั้นที่สุดไง - ’ผมเป็นประธานบริษัท เดี๋ยวผมไปตีกอล์ฟก่อนนะ …เฮ้ยๆๆ ไปคุยงาน‘)


6. ’อย่าเสียเวลาไปทำ ในสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้‘ …พูดง่ายๆ ทำอะไรก็ได้ ที่คู่แข่งมันน้อย หรือ คู่แข่งไม่เก่ง ….สมัยก่อนเขาจะให้เราไปจับปลาในที่มีปลาเยอะๆ …เชื่อเถอะในโลกที่ข้อมูลถึงกันหมด …ไปแย่งกันจับ มันแทบจะไม่ใครได้ปลา ….หาจุดยืนที่แตกต่าง แปลกแยก สุดไปเลย บางทีโลกมันจะหมุนมาหาคุณแบบ งงๆ ก็ได้ (ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ? …ได้ดิ ถ้าคุณลึกพอ สุดพอ สุดเลย) ….ให้ปลามันวิ่งมาหาเราเอง   


7. ‘ก่อนที่จะปฏิเสธ เราต้องมีสักอย่างที่ทำได้ดีก่อนนะ‘ …ใช่!! การที่จะเลือกได้ว่า อันนี้ผมทำ อันนี้ผมไม่ทำ …เราต้องแน่ใจก่อนว่า เรามีสักอย่างที่เราทำได้ดี …ถ้ายังไม่มี ต้องรีบหาของ สร้างของ ’เป็นคนมีของ!!‘ 


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม


ตลาดหุ้นไทยกำลังขึ้นรอบใหม่ หรือจริงๆ มันหมดอนาคตแล้ว ?

 ตลาดหุ้นไทยกำลังขึ้นรอบใหม่ หรือจริงๆ มันหมดอนาคตแล้ว ?


คำถามนี้สำคัญมาก เพราะ ถ้าคำตอบคือขึ้นรอบใหม่ เราต้องซื้อ แต่ถ้าตำคอบคือหมดอนาคต เราต้องขาย !!


1. ในช่วงที่ตลาดไม่มีอนาคตกับ ตลาดต้นรอบ มันมีส่วนที่คล้ายกันมาก ก็คือ ‘หุ้นส่วนใหญ่ มันจะถูกมากๆ เพราะไม่มีใครอยากซื้อ และก็ไม่มีใครกล้าซื้อ’ 


2. ต้องตอบให้ได้ว่า หุ้นที่เราอยากซื้อ ในอนาคตจะมีรายได้มากกว่านี้ หรือ รายได้ลดลงเรื่อยๆ ….ใช่!! ถ้ารายได้ในอนาคต จะมากกว่านี้ ก็แปลว่า มันมีอนาคต …แต่ถ้ารายได้จะลดลงเรื่อยๆ แปลว่า ธุรกิจนั้นกำลังจะตาย ไม่มีคนซื้อและใช้สิ่งนั้นอีกต่อไป


3. หุ้นจะดีต่อเมื่อมันอยู่ในประเทศที่มีความมั่นคงและเติบโต …ถ้าดูประเทศไทยจริงๆ เรามีความมั่นคง …ส่วนสิ่งที่ต้องถกเถียงกันคือประเทศเราจะเติบโตหรือไม่ ? ….คนอยากมาอยู่ ? ต้องค่าครองชีพไม่แพง มีงานที่เติบโตได้ …หรือ คนอยากมาเที่ยว ? เช่น คนอยากไปเที่ยวญี่ปุ่น เที่ยวจีนมากขึ้น แต่คนอยากไปเที่ยวอเมริกาน้อยลง ทำไม ?


4. ในเชิงเทคนิค หุ้นจะวิ่งเป็นรอบ เป็น Cycle …แต่ในตลาดที่หมดอนาคต หุ้นจะลงไปเรื่อยๆ ทำจุด New Low ไปเรื่อยๆ อันนั้นแปลว่าหมดอนาคต


5. ‘เราผ่านจุดขาย จุด Cut Loss ที่ดี ไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว ?’ …จุดขาย จุด Cut Loss ที่ดี คือ ช่วงที่ราคาหุ้นลงแรง และมี Volume มหาศาล …แล้วตอนนี้ราคาอยู่ตรงไหน ?


6. ในเชิงพื้นฐาน จุดที่เจ้าของ และรายใหญ่ขาย ไม่ลงทุนต่อ เป็นจุดที่เสี่ยงที่สุด ….หุ้นดีดูง่ายๆ คือ เจ้าของถือเยอะ …ปันผลสูง (ก็เพราะเจ้าของถือเยอะ) …ซื้อหุ้นคืน ก็เพราะมีเงินสดเหลือ แล้วหุ้นถูกเพียงพอ


7. ’ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด‘ …เพราะจริงๆ คำตอบ คือ ทางเลือกของเราแต่ละคน มีเกิดจาก ‘ประสบการณ์ + ความเสี่ยงที่เรารับได้’ …ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด แต่มีคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเราเท่านั้น


#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ