แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
SE-ED Bestseller Series หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน" โดย ผมเอง (ที่ SE-ED ทุกสาขาทั่วประเทศ!!)

แนะนำ Facebook ของผมครับ

แนะนำ Facebook ของผมครับ
คลิ๊กเข้ามาเป็นเพื่อนกันใน Facebook ครับ!!

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ขีดความสามารถของการสร้างความมั่งคั่ง ดูที่มือคุณ!! (ทฤษฎีหยิบห่าน!!)


หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟัง นิทานห่านทองคำ "จากนั้นก็มีนักลงทุนพัฒนามาเป็นวิธีการหาหุ้นที่กินยาว กินนาน" ...ความยากมันอยู่ที่ความสามารถในการเลือกหุ้น ...ผมว่าประเด็นการเลือกหุ้น และจังหวะการซื้อขายเป็นเรื่องที่หลายๆคน "เข้าใจผิดอย่างแรง!!"

"คุณเคยเห็นไหม คนที่เดินเข้ามาในตลาดหุ้นด้วยเงินเพียงน้อยนิดเดียว แต่ออกไปพร้อมเงินหลายร้อยล้าน พันล้าน ..(ใช่!! มีจริงๆ) แต่ประเด็นคือ ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ มันน้อยจนไม่ถึง 1% เสียด้วยซ้ำ ...และนี่แหละที่เป็นปัญหา คือ การลงทุนมันกลายเป็น คนส่วนมากเข้ามาพยายามจับเสือมือเปล่า และหวังว่าตัวเองจะเป็นผู้โชคดี ..ฮึม!! วิธีการเล่นหุ้นดังกล่าว มันก็คล้ายๆการซื้อหวยนั่นแหละ เพราะโอกาสได้มันต่ำเสียเหลือเกิน!!

หัวใจของการลงทุนจริงๆแล้ว มันอยู่ที่ 2 องค์ประกอบหลัก คือ

1. ความเข้าใจในจิตวิทยาการลงทุน (นั่นคือ เข้าใจว่าความเสี่ยงระดับไหนที่เราสามารถรับได้ จากนั้นก็ เลือกวิธีการลงทุนที่ชัดเจน)..ถ้าวันนี้ใครบอกว่าอยากเป็นนักขับรถแข่ง แต่ไม่ยอมตัดสินใจเสียทีว่าจะแข่งประเภทไหน ..เดี๋ยววันดีคืนดี อยากขับรถ F-1 ..อีกวันอยากขับ Rally ..อีกวันอยากขับรถ Four wheel ..สรุปเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ...ถ้าเทียบการลงทุนก็ วันนึงคุณจะเป็น Value Investor ...วันต่อมาบอกจะเป็น Trend Follower "โลเลอย่างนี้ ไม่ต้องไปลงทุนหรอกครับ พวกนี้ฟันธงให้เลย (เจ๊ง) เพราะชอบเปลี่ยนม้ากลางศึก..ประมาณว่าหาข้อแก้ตัวให้เสียเงินได้เรื่อย" (ใครเป็นแบบนี้ ต้องรีบเปลี่ยนโดยเร็ว!!) ..."ต้องเลือกวิธีการ ให้ชัดเจนสำหรับเงินลงทุนแต่ละก้อน ..เลือกแล้วห้ามเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนเตรียมเสียเงิน (ผมไม่เคยเห็นคนไหนที่ โลเล แล้วรอดซักคน!!)

2. เลือกหุ้นได้เหมาะกับการลงทุนในแต่ละแบบ (เช่น เป็น Value Investor ก็ต้องเล่นหุ้นแบบของ VI / หรือ ใครเล่นหุ้นแบบ Trend Follower (แบบ Technical) ก็ต้องเลือกหุ้นที่เหมาะกับ Technical) ..."คนส่วนใหญ่ บอกเป็น VI แต่พอเลือกหุ้น กลับเลือกหุ้นปั่นมาถือยาว ..อย่างนี้ไม่ต้องรอผล ก็ฟันธงได้ว่า .."เจ๊ง"..ไม่รอด"

ดังนั้นไอ้ "ห่านทองคำ" มันไม่ใช่หุ้น มันคือ "คุณเอง" ...คนที่กำหนดความสำเร็จให้กับการลงทุน ก็คือ "ความคิดของคุณเอง ผนวกกับความอดทน" (หมายความว่าไง!!)

มีเซียนหุ้นคนนึงสอนผมว่า "สิ่งที่คุณเป็น ในเวลานี้มันเป็นผลของการกระทำในอดีต ที่มันสั่งสมให้คุณ เป็นคุุณในวันนี้" ดังนั้น ไอ้ที่กระโดด ขึ้นมา ไปฟังสัมมนา ... "ผมจะเปลี่ยนชีวิตคุณ ในวันนี้ ทันที (มันมั่ว!!..เป็นไปไม่ได้)" ..ประเด็นคือ "สิ่งที่คุณเป็นในวันนี้ มันเป็นการสร้างและสั่งสมมาในอดีต" ดังนั้น ใครที่ตอนนี้ดี ก็แสดงว่า อดีตเขาทำดี ทำถูกต้อง ..แต่สำหรับคนที่วันนี้ "ไม่ดี" ก็แสดงว่า นี่เป็นผลของการกระทำ ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน

การเปลี่ยนชีวิต (ถูกต้อง!!) ..มันเริ่มด้วย "ความคิด" แต่ความคิดอย่างเดียวมันไม่พอ "มันต้องความคิดที่ถูกต้อง บวกกับความอดทน" ...ดังนั้น คุณอย่ามาหวังเลยว่า วันนี้คุณจะก้าวเข้ามาตลาดหุ้น และหวังว่าจะรวยเป็นเศรษฐีในช่วงเวลาสั้นๆ "ไอ้นั่นมัน เฟ้อเจ้อ ...พวกนี้เข้ามาด้วยความคิดและเป้าหมายผิดๆ ซึ่งมันนำไปสู่ความล้มเหลวในตลาดหุ้นของคนส่วนใหญ่"

ดังนั้น "หากวันนี้ คุณมีความเข้าใจที่ถูกต้อง" รอเพียงเวลาและ จังหวะ (ความคิดถูก + ความอดทน) ...อธิบายนิดนึงนะครับว่า ความอดทนมันสอดคล้องกับ Business Cycle (ไม่ว่าคุณจะเก่งวิเคราะห์ธุรกิจได้ดีเพียงใด สามารถรู้ได้ว่า กิจการที่คุณซื้อเป็นหุ้นห่านทองคำ แต่ห่านทองคำ มันก็ยังไม่เป็นทอง ..ตราบจนวันที่ธุรกิจมันราคาพุ่งขึ้นไปสะท้อนมูลค่า "วันนั้นแหละ ห่านทองคำของคุณ ก็จะเป็นห่านทองคำจริงๆ")

และนี่คือ ประเด็นของ "เวลา และ ความอดทน ที่สร้าง ความมั่งคั่ง" ซึ่งจะสร้างคุณสู่ความร่ำรวยทั้งกายและใจ !!

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วิธีเล่นหุ้นที่ โกยกำไรมากที่สุดใน ตลาดขาขึ้น !!


ในตลาด Bull Market "มักเป็นตลาดที่คนส่วนใหญ่ได้กำไรจากการเล่นหุ้น แต่ปัญหาที่ทุกคนพบก็คือ (ขายหมู) คือ พอขายแล้วหุ้นมันขึ้นต่อ ..และก็ขึ้นต่อ "ในที่สุดพอนักวิเคราะห์ เอาผลประกอบการอันใหม่ Quarter ใหม่ มาให้ดู ก็ปรากฏว่า กิจการกำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้น Target ราคาเดิมที่มาถึงแล้ว ก็สามารถขยับ Target Price เป็นเป้าหมายราคาที่เพิ่มไปอีก"

(โอ้!! แม่เจ้ามันน่าตื่นเต้นมาก) ..จริงๆไม่น่าตื่นเต้นเลย ..เพราะหากเรานั่งนิ่งๆสักพักแล้วคิด คุณจะพบว่า เวลาตลาดขึ้นแรงๆ เราจะเริ่มมั่วไปกับมัน "ซึ่งแท้จริงแล้ว โดยปกติ พอเศรษฐกิจดีขึ้น ผลประกอบการเกือบทุกบริษัท ก็จะดีเป็นลำดับ ดังนั้น ราคาเป้าหมายเดิมที่นักวิเคราะห์มองไว้ ก็ขยับขึ้นไปได้สูงเรื่อยๆ ..ไปเรื่อยๆ ..ไปเรื่อยๆ และมันจะไปหยุดก็ตรงตลาด Peak สูงสุดนั่นแหละ ..ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอยู่ตรงไหน!!

(จากกราฟ เอามาให้ดู การมอง Wave ราย Quarter เป็นภาพที่ใหญ่มาก) "ดูไปอย่าไปจริงจังมาก" ...คือ ในที่สุดแล้วตลาด SET ในภาพใหญ่จะต้องวิ่งขึ้นไปเป็นหลายพันจุดแน่นอน "เพียงแต่ระยะเวลาเท่านั้นแหละ ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันเมื่อไหร่!!" ...ทั้งนี้ก็มาจากหลายปัจจัย เช่น

1. เงินดอลล่าห์กำลังจะเป็นแบงค์กงเต๊ก ทำให้ประเทศทั่วโลกไม่ยอมแพ้ ทำให้แข่งกันพิมพ์เงิน เกิดสงครามแข่งกัน เปลี่ยนเงินของประเทศตัวเองให้เป็น "แบงค์กงเต๊ก" ดังนั้น ถ้ามองไปรอบๆโลกยามนี้ จะเห็น "(ของจริง) หรือ Asset เช่น ทอง , หุ้น และก็พวก Commodity ต่างๆ ตั้งแต่ข้าว ,ยาง ,น้ำมัน ..ราคาพุ่ง"

2. เอเชีย (รวมถึงบ้านเรา) เศรษฐกิจดูดี "ไม่ได้ดีสุดยอด เพียงดีกว่า อเมริกาและยุโรป ..แค่นี้เงินก็ไหลเข้ามามหาศาลแล้ว ประการแรกเพื่อเก็งค่าเงินเรา (เพราะเราพิมพ์เงินสู้ "ไอ้กัน" ไม่ได้ ดังนั้น ในระยะยาว เงินเราต้องแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าห์) และประการที่สอง ก็เพื่อรับผลตอบแทนจากตลาดหุ้น (ซึ่งตอนนี้ยังให้ปันผลสูงกว่าเงินฝาก บางบริษัทให้ดีกว่าพันธบัตรด้วยซ้ำ "Surprise มาก")

3. ผลกระทบจาก "สงครามแบงค์กงเต๊ก" อาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ Inflation คือ การลดลงของมูลค่าของเงินอย่างแรง ..ซึ่งถ้าย้อนไปปี 1980 ช่วงนั้นเราก็เกิด Inflation อย่างแรงมาแล้วรอบนึง "ตอนนั้นดอกเบี้ยเงินฝากพุ่งกระจายไปเกิน 10 %" ..รอดูเถอะครับ อีกไม่นานเราได้เห็นแน่!!

กลับมาตอบคำถามที่ว่า "เล่นหุ้นแบบไหนโกยกำไรสูงสุดในตลาดขาขึ้น" ก็คือ "หาหุ้นดีๆ พื้นฐานแน่นๆ แล้วก็ถือยาวไปเลยสิครับ ..จะได้ไม่ต้องมา ขายหมู ..ขายเสร็จเสียดาย ..อ้าว!! พื้นฐานเปลี่ยน (ปัดโถ่!! มันไร้สาระ) พื้นฐานมันไม่ได้แปลกประหลาดอะไรหรอกครับ ..ใครๆก็รู้ว่า ยังไงเศรษฐกิจขาขึ้น ผลประกอบการมันก็ต้องดีขึ้นอยู่แล้ว --- "นี่เขาเรียกว่า หาข้ออ้างซื้อหุ้นแพงขึ้นไปเรื่อยๆต่างหาก"

ดังนั้น อย่าลืมเริ่มแบ่ง Port เสียตั้งแต่วันนี้ "Port ใหญ่เล่นยาวๆ เก็บหุ้นดีๆ" ..Port เล็กก็เอามามันส์ "เอามาเสียตังค์ให้หายคัน..หุ หุ" (ล้อเล่นนะครับ ..บางคนก็มีนะครับ เล่นสั้นได้เก่ง เซียนหุ้นปั่น ..หุ หุ "ใครเก่งก็ต้องให้เขา แต่ปัญหาคือ ทุกคนนึกว่าตัวเองเก่ง แต่พอเอาเข้าจริงคนรอดจริงมันไม่ถึง 1% สำหรับคนกลุ่มนี้ -- ..โหย!! เหนื่อยครับ) ..เอาเถอะครับ สู้ต่อไป!!

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การเปลี่ยน Trend ครั้งใหญ่ของน้ำมัน !!


ช่วงนี้มีนักวิเคราะห์หลายๆสำนักออกมา ทำนายราคาน้ำมันว่า มันจะพุ่งแตะ 100 เหรียญอีกครั้งในไม่ช้า (เรื่องนี้อาจทำให้นักธุรกิจหนาวๆร้อนๆ ถึงต้นทุนที่อาจจะเพิ่มขึ้น ...แต่สำหรับ PTT Group ที่ผมถือครองเศษเสี้ยวเล็กๆของกิจการนั้น "ขอบอกว่าชิวๆ มาก..ฮ่า ฮ่า") ที่จริงๆแล้ว เรามีทางเลือกอยู่หลายทางนะครับ ที่จะอยู่กับความเสี่ยง ..อย่างผมมองราคาน้ำมันเป็นเรื่องของความเสี่ยง และก็เป็นโอกาสในเวลาเดียวกัน ดังนั้น แทนที่ผมจะกลัวว่าเดี๋ยวน้ำมันจะแพง หรือไม่ ...ก็สรุปผมลงทุนในบริษัทน้ำมันไปเลยหมดห่วง "พอผมนั่งอยู่ฟากเดียวกับ บริษัทน้ำมัน ..ตอนนี้ราคาจะขึ้นไปซัก 200 เหรียญ ผมก็ชิว อิ อิ"

ทางเลือกอีกทางของการป้องกันความเสี่ยงของราคาน้ำมัน "คุณก็เล่น Futures ซิครับ" อย่างกราฟที่ผมยกขึ้นมาให้ดู ก็คือ CL.1 เป็นราคา Futures ของน้ำมัน (กิจการไหนที่ต้องใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ ผมว่าการเข้ามาถือสัญญา Futures เป็นการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของราคาน้ำมัน "นี่ก็น่าสนใจ")..อย่าไปกลัว "กลัวอะไร..สู้มัน!!"

มาดูในเรื่องของ Trend น้ำมันดีกว่า (จากกราฟ) ในช่วงก่อนปี 1999 น้ำมันวิ่งใน Trend ราคาอยู่ในช่วง 20 - 40 เหรียญ ..แต่พอหลังจากปี 1999 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันมันเปลี่ยน Trend ในภาพใหญ่...จากที่ผมลาก Standard Error ก็เห็นกรอบการวิ่งของราคาอยู่ในช่วง 70 - 130 เหรียญ ..ดังนั้น ที่วิเคราะห์ว่า น้ำมันจะถึง 100 เหรียญ "มันไม่ใช่อะไรที่แปลกหรือน่าตื่นเต้นแต่อย่างใด ..เพราะมันอยู่ใน Trend อยู่แล้ว"

นี่แหละครับ ประโยชน์ของการมอง Trend ใหญ่ ..มันทำให้เราเห็นภาพคร่าวๆ ว่า Asset ที่เราลงทุน มันยังวิ่งในกรอบราคาที่ตั้งอยู่บนความจริงหรือไม่ (อย่างปี 2008 คุณดูจากกราฟเห็นเลยว่ามัน วิ่งทะลุกรอบ มันก็ Bubble และ มันก็ Crash) ...ไอ้ตอน Crash มันก็ Crash ตกต่ำกว่ากรอบล่างของ Trend

-- ประเด็นคือ หากคุณลงทุนและมองภาพอยู่บน Trend และความจริง

"คุณจะทำกำไรได้เสมอ ในขณะที่คนอื่น Panic!!"


(ราคาน้ำมันย้อนหลังตั้งแต่ปี 1940 เป็นต้นมา กับเหตุการณ์ต่างๆ "มายมาก มากมาย" ...หุ หุ หุ)

ยกตลาดหุ้น S&P ของอเมริกา มาคุยกัน!!


ใครที่ชอบดู Bloomberg หรือ CNBC จะเห็นได้ว่าทุกวันต้องมีการ Update ตัวเลขของ S&P500 Index ...ซึ่งดัชนีตัวนี้ ก็คือ การเอาบริษัท 500 บริษัทใหญ่ยักษ์ของอเมริกามาคำนวณ (คล้ายๆกับ SET 50 นั่นแหละครับ)

พอดีไปอ่านเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับตลาดหุ้นอเมริกา..เห็นว่ามันน่าสนใจ เลยเอามาเล่าให้ฟัง..ช่วงปี 1975 (35 ปีก่อน) ดัชนี S&P500 อยู่ที่ 63 จุด ..ปัจจุบันอยู่ที่ 1,180 จุด

ในช่วงปี 1970s อเมริกาเข้าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ..ในช่วงเวลานั้น บริษัทใหญ่ๆผูกขาดการค้า แถมเอาเปรียบผู้บริโภค สาเหตุหลักๆก็มาจากการที่ ในตลาดมีผู้แข่งขันน้อยราย (การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นจากการเข้ามาท้าทาย ในเชิงเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากญี่ปุ่น ผนวกกับการ Boom ของธุรกิจเดินเรือและตู้คอนเทนเนอร์ ...ปัจจุบันมีเรือขนส่งสินค้ากว่า 3,500 ลำบรรทุกสินค้ากว่า 15 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ แล่นไปมาในทะเล...และนี่เป็นจุดกำเนิดของการค้าขายทั่วโลก หรือ Globalization นั่นเอง)

จุดที่น่าสนใจคือ ช่วงปี 1970s ธุรกิจใหญ่ๆในอเมริกา ก็คือสถาบันการเงิน (คล้ายๆกับบ้านเราในเวลานี้ ที่ธุรกิจใหญ่ๆก็คือ ธนาคารกับพลังงาน) ..คนอเมริกาในเวลานั้น ยังลงทุนในหุ้นน้อยมาก เพราะยังไม่มี กองทุนเพื่อการเกษียณ 401(k) (ซึ่งในบ้านเราก็คือกองทุน RMF/LTF นั่นแหละครับ)

ในปี 1970 ก่อนอเมริกาจะก่อตั้ง 401(k) มีคนอเมริกาเพียงร้อยละ 16 เท่านั้น ที่ถือครองหุ้น "เมืองไทยตอนนี้มีเล่นหุ้นไม่ถึงร้อยละ 1 ของประชากร ..โอกาสขยายตัวอีกเยอะ!!" (ดูจากดัชนี S&P500 ที่ 63 จุด ในช่วงปี 1975 คงบ่งบอกได้อย่างดีว่าสมัยนั้นคนอเมริกาไม่เล่นหุ้น).. "ราคาหุ้นในตอนนั้นมันเลยต่ำเตี้ยขนาดนั้น"

หากมองเทียบกับตลาดหุ้นบ้านเรา ...จุดที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยมีคนเล่นหุ้นน้อย และ ก็เพิ่งก่อตั้งกองทุนเพื่อการเกษียณ RMF/LTF ได้ไม่นาน" ฮึม!! ผมเริ่มมองเห็นโอกาส ของการเติบโตของตลาดทุนในบ้านเรา ที่ยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกเยอะ

โอกาสการขยายตัวของประเทศไทยและตลาดทุน ยังเปิดกว้างในด้านการขยายตลาดบริโภคภายในประเทศ (ซึ่งถ้าเอาอเมริกามาเทียบกับช่วงเวลา และการพัฒนาอุตสาหกรรม มันชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่น่าสนใจทีเดียว)..ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยเพิ่งเปิดมาได้ 30 กว่าปี "ก็เทียบได้กับเด็ก..ว่างั้น" ...อุตสาหกรรมส่งออก หลักๆของประเทศ รวมทั้งธุรกิจใหญ่ๆ ยังไม่ได้เข้ามาระดมทุนในตลาด ..แต่จากนี้ไป การเริ่มไหลเข้ามาของเงินทุนฝรั่ง รวมทั้งการ Boom ของตลาดหุ้น ..น่าจะเป็นการจุดประกายการเข้ามาระดมทุนมากขึ้นของบริษัทดีๆ

ส่วนตัวผม ไม่มองแค่ SET 1,000 จุด "มันน้อยไป" ...หากภาพการเข้ามาระดมทุนของ ธุรกิจใหญ่ๆ ในตลาด SET ผมเชื่อว่า ตลาด SET ณ วันนี้ของไทย ก็เทียบได้กับ S&P500 เมื่อปี 1975 ....ฮึม!! อีกสัก 20 ปี เจอกันที่ SET 10,000 จุด (ไม่ตลกหรอกครับ.... ผมว่ายุคของเราโชคดี ที่จะได้เห็นการ Boom ครั้งใหญ่ของเอเชีย เงินทุนต่างๆจากทั่วโลกจะหลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสในเอเชีย เพราะมันดินแดนแห่งโอกาส "และสิ่งนี้คุณมองข้ามไม่ได้ ประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ในเอเชีย ..นี่คือ การเกิดขึ้นของตลาดและกำลังซื้อใหม่"

จับแน่นๆ รถด่วนสายนี้ "มันไปไกลแน่!!" (มองไกลๆไว้ก่อน ถ้าไม่ถึง 10,000 จุด เอาสัก 5,000 จุด ..ก็พอรับได้ ..หุ หุ)


(ตลาดหุ้นอินโด ตอนปี 1997 Index เขาก็ร่วงมาพอๆกับเรา แต่ตอนนี้เขาพุ่งพัน 3 พันกว่า ในขณะที่เรายังอยู่แถวพันจุด)

เรียนรู้จากเยอรมัน “การใช้ค่าเงินนำเศรษฐกิจ”



20 ปีก่อน ทั่วโลกตะลึงงัน ในการทุบกำแพงเบอร์ลิน !! ..ก่อให้เกิดการรวมประเทศระหว่าง “เยอรมันตะวันออก กับ เยอรมันตะวันตก”

โจทย์สุดหินสำหรับผู้นำเยอรมันในเวลานั้น คือ “ฝั่งตะวันออก กับ ฝั่งตะวันตก มันแตกต่างกันสุดขั้ว” คือ คนนึงรวยมาก อีกคนจนมาก

คุณรู้ไหม “ผู้นำเยอรมัน ทำอย่างไรให้รวมประเทศอย่างราบลื่น” (ปัจจุบัน เยอรมันกลายเป็น ประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการส่งออก ที่แข็งแกร่งที่สุดใน EU) …

วิธีการของ ผู้นำเยอรมัน คือ “การใช้นโยบายค่าเงิน” โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของ “เยอรมันตะวันออก กับ เยอรมันตะวันตกเท่ากัน” (ซึ่งในความเป็นจริง ฝั่งเยอรมันตะวันตกมีเศรษฐกิจที่ดีกว่าก็ควรมีค่าเงินที่แข็งกว่า ..แต่ผู้นำเยอรมันกลับกำหนดให้ค่าเงินทั้งสองเท่ากัน) ….ทำไม!!

การกำหนดค่าเงินเท่ากัน ทำให้

1. ค่าเงินของเยอรมันตะวันตก อ่อนกว่าความเป็นจริง ..จุดนี้สร้างให้ธุรกิจแข็งแกร่งเพราะเมื่อค่าเงินอ่อนก็จะกระตุ้นให้ประเทศทำการผลิตเพื่อการส่งออก มาก ขึ้น ยิ่งส่งออกมาก อุตสาหกรรมยิ่งมีความชำนาญ “ธุรกิจในฝั่งเยอรมันตะวันตกจึงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ”

2. ในฝั่งเยอรมันตะวันออก “ถูกกำหนดให้ค่าเงินสูงกว่า ความเป็นจริง” ดังนั้น เมื่อรวมประเทศ ก็จะส่งผลให้ ฝั่งเยอรมันตะวันออก อยากซื้อของจากอีกฝั่งเพราะค่าเงินตัวเองแข็งจึงซื้อของได้มาก ..ถ้ามองอีกมุม คือ เหมือนคุณเอาเงิน “แจกให้คนจน ให้เอาไปซื้อของในฝั่งตะวันตก”

ผลที่ตามมาของนโยบายค่าเงิน ก็คือ ธุรกิจในฝั่งของเยอรมันตะวันออก ตายเกือบหมด หรือ ไม่ก็โดนกิจการในฝั่งตะวันตกเข้ามาซื้อ ….

20 ปีให้หลัง ประเทศเยอรมันกลายเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป แถมรายได้ ก็มีความเท่าเทียม .. “คุณเห็นภาพที่ผมชี้ไหม … ภาพที่เห็นก็คือ การปล้นเงินจากคนรวยด้วยการลดค่าเงิน เหมือนประเทศไทยทำกับนักธุรกิจทั้งประเทศในปี 1997 จากนั้น ก็เอาเงินแจกคนจน (ไม่ได้แจกจริงๆ) เพียงแต่ใช้การเพิ่มค่าเงินสกุลที่คนจนถือ “โดยนัยคือ การขึ้นค่าเงิน ทำให้คนจน รวยขึ้นทันที”

“การทำให้คนจน รวยขึ้นทันที เป็นการสร้างภาพลวงตาของความมั่งคั่ง ทำให้คนจนเอาเงินมาบริโภค มาจับจ่ายใช้สอย ..ท้ายสุดก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม” (มันช่างเป็นนโยบายที่ “เทพ” จริงๆครับ)

แต่มันใช้กับบ้านเราไม่ได้ เพราะ “คนรวยกับคนจนใช้เงินสกุลเดียวกัน.. ฮ่า ฮ่า”…จริงๆประเด็นที่อยากจะชี้คือ คนรวยกับคนจน มันไม่ได้ต่างกันที่ “เงินที่มี” แต่มันต่างกันที่ความคิด --อย่างเยอรมันเอาเงินให้คนจน คือ เยอรมันตะวันออก สุดท้าย คนรวยก็รวยตามทันอยู่ดี “นี่แหละครับ ต้องคิดอย่างคนรวยให้ได้” (เงินมันแค่ภาพลวง!!)

จากนี้ไป "ประเด็นเรื่องสงครามค่าเงิน กำลังจะปะทุขึ้น" ทุกประเทศพยายามทำให้ค่าเงินตัวเองอ่อน (อ่อนลงไปพร้อมปัญญา อิ อิ) ...Inflation แรงๆ มันใกล้เข้ามาทุกทีแล้วครับ "น่ากลัวมาก!!"

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เก็บตก S2M Cafe "Mini Talk" ประจำสัปดาห์ที่ 22/10/2010

(ภาพนี้ เขาเรียกว่า "จับไมล์แต่ใจลอย เจอ Wizard Kid กับ ป๋ากึ้ง ขนาบ ทำให้ดูตัวเล็กไปเลย..จริงๆลงพุง ฮ่า ฮ่า)

"เปิดตัว S2M Cafe วันแรก ก็เริ่ม Mini Talk แบบประเด็นชวนเครียดทันที"

ป๋ากึ้ง : "น้ำท่วม มีคนเดือดร้อนมากมาย จะส่งผลอย่างไรต่อตลาดหุ้น"

Wizard Kid : "แน่นอน เราต้องส่งเงินบริจาคไปช่วย เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมโกยกำไรเข้าประเป๋า อย่างเละเทะ"

ภาววิทย์ : "เอ๋อ!! คือ น้องพีร์ ผมว่า บางคนไม่ได้โกยสักบาท ...แต่เละเทะอย่างเดียว..หุ หุ ... อันนี้คงไม่ต้องช่วยมั้ง"

Wizard Kid : "ไม่ได้พี่" ผมพิสูจน์มาแล้ว "ยิ่งให้ ยิ่งได้" ยิ่งผมถ่ายทอด Tactic และความรู้ผ่าน Stock2morrow ..การเทรดผมยิ่งนิ่ง ..ตอนนี้กำลังเลือกว่า จะถอย Camry หรือ Lexus

ป๋ากึ้ง : เฮ้ย!! ไอ้เด็กพวกนี้ รถยนต์เขาไม่ซื้อกันแล้ว ..สัญญาณน้ำท่วมโลก มันกำลังประทุ ซื้อคอนโด กับเรือดิ!! ...พอน้ำท่วมถึงคอนโด ก็เอาเรือออกมาพาย..

ภาววิทย์ : ฮ่า ฮ่า ฮ่า (เฮ้ย บรรยากาศภายใน S2M Cafe มันไม่ได้ตลกด้วย) ฮึ ฮึ ..ฮึม!! ขอโทษที เข้าประเด็นดีกว่า ..การที่น้ำท่วมครึ่งประเทศเช่นนี้ ไม่ดีต่อประชาชน แต่มันดีต่อการลงทุน ..."เดี๋ยวๆๆ ไม่ได้จะบอกว่าคุณต้องหาโอกาสจากความทุกข์ของคนอื่น" ตรงนี้ตัดประเด็นเรื่องความเดือดร้อนออกไปก่อน คือ คนเดือดร้อนเยอะผมเข้าใจ อันนี้หลายๆคนก็ช่วยเหลือไป ใช่ไหม ...แต่ในมุมของหุ้นมันจะเป็นอย่างไรล่ะ

Wizard kid : "น้ำท่วม"อย่างนี้ข้าวของเสียหาย มันเหมือนสงครามรึเปล่า .."พอของเสียหายก็ต้องมีการใช้จ่าย ซื้อของใหม่ หรือ ซ่อมแซมสิ่งเสียหาย"

ป๋ากึ้ง : เฮ้ย TASCO ยางมะตอย "ถนนพัง ยางมะตอยอาจดี " แพ้ท ลากกราฟดูราคา!!


ภาววิทย์ : โห!! อะไรนี่ ปันผลก็ไม่มี แถมราคาวิ่งขึ้นมาเยอะ ราคาหลุด Trend เก่า ขึ้นสร้าง Trend ใหม่ แต่ดูแล้วความกว้างของ Trend ใหม่ มันยังแคบเกินไป "ดูแล้ว เหมือนมันได้รับรู้ข่าวน้ำท่วมไปแล้ว" เอาไง ป๋ากึ้ง

ป๋ากึ้ง : ฮึม!! งั้นไปดูตัวอื่นดีกว่า

Wizard kid : พี่ !! หุ้นมันรับข่าวก่อนเหตุการณ์ มาดูอย่างนี้ มันไม่ทันแล้วมั่งครับ ...ผมว่า เราต้องมองไปข้างหน้านะ ยางมะตอยมัน "มุขตื้นไป"

ป๋ากึ้ง : (นิ่งเงียบ..หน้าเสีย เจอเด็กมันย้อน!!)

ภาววิทย์ : เอ๋อ!! ผมว่าอย่าไปฟันธงสดๆเลย "เดี๋ยวปากกาหักเปล่าๆ ..มองกันกว้างๆ แล้วกำหนดเป็นกรอบการลงทุนดีกว่า" คืองี้ ผมเห็นด้วยนะกับ การที่เกิดน้ำท่วม มันดีต่อตลาดหุ้น เพราะมันกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย .."มันไม่สำคัญหรอกว่าเงินจะมาจากไหน จะเป็นเงินช่วยเหลือหรือรัฐบาลก็ตาม" อย่างทุนนิยมแบบโหดๆของไอ้กัน ก็ใช้วิธีสร้างสงคราม ระเบิดเมืองแล้ว สร้างใหม่ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบชั่วๆ แต่มันก็ได้ผล และก็ใช้เรื่อยมา

ดังนั้น ไม่แปลกที่ บริษัทหลายๆบริษัท จะได้ผลดีจาก วิกฤตเสมอ ...วันนี้ผมมองว่า ข่าวที่ลากหุ้น ปั่นกันมา มันเริ่มหมดข่าวๆ ปั่นกันถึงสุดของรอบ (อันนี้ผมพูดถึงหุ้นร้อนๆที่เล่นกันนะ ..ถ้าถามว่า มันแพงทุกตัวหรือยัง ....บอกได้เลยว่ายัง "มันมีหุ้นอีกมากมายที่ไม่มีสภาพคล่อง ไม่มี Volume แต่ปันผลดี.. พวกนี้จริงๆน่าสนใจนะ แต่คนส่วนใหญ่มองข้าม เพราะทุกคนหวังเกินปันผล (โลภๆ) ดังนั้น บางบริษัทปันผลเกือบ 10% ยังไม่มีคนเล่นเลย"

Wizard Kid : โห!! พี่หุ้นแบบนี้มันไม่มันส์ง่ะ... เอาเวลาไปเล่นหุ้นร้อนดีกว่า

ป๋ากึ้ง : "น่าสนใจ" หุ้นร้อนก็น่าสนใจ หุ้นไม่ร้อนก็น่าสนใจ (ก็คงอยู่ที่แนวทางของแต่ละคนละกัน ใครแนวไหนก็เล่นแนวนั้น) ..จริงๆ จุดนี้ผมเป็นห่วงนักเล่นหุ้น เพราะช่วงนี้เห็นมือใหม่เข้าตลาดเยอะมาก แถมเล่นแต่หุ้นร้อน พวกนี้ ผมเสียวแทน

ภาววิทย์ : เฮอะๆ ๆ ไม่ต้องไปเสียวแทนหรอกพี่ ผมว่าทุกคนมันมี ขั้นตอนของการเรียนรู้ จะให้เข้ามาแล้ววิ่งเลยเหมือนเจ้า Wizard Kid นี่ต้องอาศัย ลูกอึด...หุ หุ ....อย่างพีร์นี่กว่าจะกำไรอย่างนี้ เจอมาเยอะ เดี๋ยวนี้ทำการบ้านเยอะสุดขีด "เห็นหน้าซื่อๆอย่างนี้ โหดไม่เบา แถมศึกษาพฤติกรรม Bid&Offer อย่างชนิดหาตัวจับยาก" ..ผมว่า มือใหม่ไม่ต้องแปลกใจหรอก หากใครลอง Day Trade แล้วเจอเขย่าให้เสียขวัญ ก็นี่แหละ หนุ่ม Wizard kid เขาทักทายมือใหม่...หุ หุ

Wizard kid : เอ๋อ ++ พี่พูดซะผมดูเป็น "ตัวร้ายเลยนะนี่"

ป๋ากึ้ง : "ตัดบทจบเลยดีกว่า" แพ้ท กับ พีร์ จะกล่าวอะไรไหม

ภาววิทย์ : ก็ขอให้รายย่อย กับ มือใหม่ที่กำลัง คึกคัก ระวังตัวหน่อย "ผมสังเกตุเห็นว่า หุ้นร้อนๆ ถูกลากแรงๆ กลับเป็นหุ้นที่รายย่อยชอบ ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ใช่จังหวะการเข้าที่ดีเลย"...ผมว่า มือใหม่ ควรเล่นหุ้นที่มัน Laggard ลั้งท้ายหน่อย และพื้นฐานดี ..เวลาตลาดปรับฐานจะได้ไม่เจ็บตัวมาก พอเซียนแล้วค่อย ขยับมาเล่นหุ้นร้อน "เพราะหุ้นรอบ คุณต้องดูรอบให่เก่ง ..แต่เห็นรายย่อยถามผมทีไร มันอยู่บทยอดดอยทุกที อันนี้ไม่ไหวนะครับ"

Wizard kid : ผมฝากเรื่องทำการบ้านละกัน อย่างผมเล่น Day Trade ไม่ค่อยใช้กราฟ ....ดู Bid&Offer เป็นหลัก ดังนั้น หลักๆคือ ผมใช้ จิตวิทยาการลงทุนเพียวๆ ...ดังนั้น ใครเล่น Day Trade มันแปลว่า "คุณกำลังสู้กับผมอยู่ โดยเฉพาะ TFEX" ....ส่วนใหญ่ผมได้ เอ๊ะ!! แล้วใครขาดทุน ฮ่า ฮ่า (ดูเหมือนผมจะตลกอยู่คนเดียว แต่คนอื่นหน้าเครียดเชียว)

(ล้อเล่นครับ) ..หุ้นมันมีได้มีเสีย ผมว่ามันไม่ต่างจากกีฬาหรอก ความเก่งไม่ได้มาจากโชค "มันมาจากการฝึกฝนอย่างหนักต่างหาก"

ป๋ากึ้ง : โอเช.. ไว้คราวหน้าเราเอา เหตุการณ์มุมมองใหม่ มา Update กัน ..."สวัสดีครับ!!"

มีคำถามจากเพื่อนๆว่า "เปิด S2M Cafe ทำไม ร้านกาแฟมีเต็มบ้านเต็มเมือง!!"



"มีคำถามจากเพื่อนเข้ามาว่า เปิด S2M Cafe ทำไม ในเมื่อร้านกาแฟมันมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง!!" ..อันนี้ผมช่วย "ป๋ากึ้ง(เจ้าของ stock2morrow เว็บการลงทุนชื่อดัง)" ตอบเลย ด้วยเหตุที่ผม ช่วยป๋ากึ้งแก Set ร้านขึ้นมาจากกระดาษ เลยว่างั้น!!

มันเริ่มจากการที่ "การลงทุนในบ้านเรา มันค่อนข้างจำกัดอยู่ในวงที่แคบมาก คนเล่นหุ้นจริงๆ ทั้งประเทศไทยมีแค่หลักแสน ซึ่งเทียบไม่ถึงหยิบมือของประชากร 60 กว่าล้านคน" ..ประเด็นมันอยู่ที่ผมเข้าใจป๋ากึ้ง และเห็นด้วย เพราะเหตุที่ผมก็คนที่ เรียกได้ว่า "เล่นหุ้นเป็นอาชีพ (ดีนายผม ไม่ได้อ่าน ไม่งั้นอาจ ตกงาน หุ หุ)..ความแคบของวงการนี้ มันเนื่องมาจากคนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเรื่องการลงทุน ทำให้ไม่กล้าเอาเงินมาลงทุน ..ทั้งๆที่มันเป็นโอกาสทางเดียว สำหรับประชาชนตาดำๆในระบบทุนนิยมที่จะสามารถลืมตาอ้าปากได้!!

ถ้าให้ผมสารภาพตรงๆ ผมบอกได้เลยว่า "คนที่เข้าใจการลงทุน อย่างจริงจัง(ไม่ใช่เล่นตามแห่นะครับ)..รวยทุกคน" ยกตัวอย่างผมนี่แหละไม่ต้องไปพูดถึงใคร การที่ผมเข้ามาศึกษาการลงทุน ผนวกกับจังหวะของตลาดที่ดี (ตกต่ำมากปี 2008) ..ยิ่งตลาดตกต่ำ ยิ่งดูน่ากลัว มันทำให้ผมจมปลักอยู่กับการเป็น นักประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น ..เรียกได้ว่า ผมหาข้อมูลทุกอย่าง เอากราฟตั้งแต่อดีตมานั่งดู ตะบันอ่านหนังสือหุ้นเยอะมากๆ ...ผมถึงกับการ สถิติทั้ง P/E , P/BV และ Dividend ต่างๆ เข้ามาลาก หาแนวโน้ม ตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยเปิด จนถึงปัจจุบัน (จริงๆข้อมูลแค่ 30 ปี ถ้าใครคิดศึกษาอย่างเอาจริง ผมว่ามันไม่เท่าไหร่หรอกครับ)..สรุปที่ลงแรงศึกษา ก็สร้างกำไรในการลงทุนให้ผมได้อย่างดี

รู้ไหมครับสิ่งที่ผมทำ "มันตรงกับสิ่งที่ ป๋ากึ้ง ทำเช่นกัน..แต่คนละส่วน" ..ป๋ากึ้งแกดูแล Stock2morrow โดยทำการรวบรวม "ตีแตก" ข่าวและแนวโน้มต่างๆ รวบรวมข้อมูลจนเรียกได้ว่าเป็นคัมภีร์แห่ง "ข้อมูลข่าวสาร" เนื่องจาก ทุกๆเช้า ป๋ากึ้งแกจะรวบรวมข่าวสารรอบโลก ที่อาจมีผลต่อตลาดหุ้น เอามาให้เพื่อนสมาชิกอ่านกัน ทุกเช้า --- และนี่คือ การโคจรมาเจอกันของ "คนข่าว" และ "คนบ้าข้อมูล"

จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากหนังสือชื่อ "แกะรอยหยักสมอง" ที่ผมและป๋ากึ้ง ชิมราง เอาข้อมูลเด็ดมาตีแผ่ ..ผลตอบรับเรียกได้ว่า ดีทีเดียว ทำให้เป้าหมายการ หาศูนย์กลางที่เป็นสถานที่จริงๆ ในการเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลงทุนทั้งหมด ..เริ่มต้นที่นี่ S2M Cafe

ปัจจุบันเราเพิ่งเปิดตัว Cafe อย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยการจัด Mini Talk เล็กๆ (ซึ่งผมมองว่า นี่น่าจะเป็นแนวทางในการเดิน ของศูนย์กลางนักลงทุนรายย่อย)...โดยจากนี้ไป เราจะจัดให้มี Mini Talk อย่างต่อเนื่อง เอาคนที่เล่นหุ้น และลงทุนแนวต่างๆได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ (อันนี้น่าจะจัดใน Week Day โดย ใครที่มาร่วมแจมได้ ก็ขอเรียนเชิญ ..ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแต่ช่วยกันอุดหนุนกาแฟ และขนมละกันครับ "เรียกร้องเหมือนการกุศลเลย ฮ่า ฮ่า") ..ส่วนใครที่พลาดโอกาส เรากำลังเตรียมการ อัด VDO แล้วถ่ายทอดลง YouTube "อันนี้เดี๋ยวป๋ากึ้ง จัดไป" ..แนวทางก็คือ S2M Cafe จะเป็นห้องส่ง ห้องถ่ายทอด คุยกันเฮฮา เรื่องการลงทุน และจิบกาแฟ แฮ่ แฮ่

ในส่วนเรื่องของ คอร์สสอน และสัมมนา เรากำลังเตรียมเนื้อหาและอาจารย์ในการสอน (ตรงส่วนนี้ "เซียน" คนไหนอยากถ่ายทอด ก็ติดต่อเข้ามาได้ครับ) ..แน่นอนค่าเรียนไม่ได้แพงขนาดเอาไปสร้างบ้าน แบบที่มีเปิดกันอยู่ตอนนี้ ทั้งเซียนจริง เซียนมั่ว (ดังนั้น ค่าเรียน เอาแค่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับ S2M Center ได้ดำเนินงานต่อไปได้ก็เท่านั้นครับ)..ใครมาเรียนไม่สะดวก ทางเราก็คิดจะทำเป็น DVD + เอกสาร "ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นวางแผนและเตรียมการ" (ไอ้คอร์สที่บอกว่าเรียนจบแล้วเก่งเป็นเทพ "ไม่มีหรอกครับ..ไร้สาระ!!" เรายึดหลักแค่สอนหลักการและเครื่องมือ "พูดง่ายๆว่าเราสอนให้ใช้อาวุธเป็นเท่านั้น" ส่วนความเซียน แต่ละคนต้องไป Master เอาเองครับ)

ความคืบหน้าในการ รวมรวม "นักลงทุนเก่งๆ" ที่อาสาสมัครเข้ามาร่วมแจม ร่วมถ่ายทอด ก็กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง "ตรงนี้ขอบคุณจริงๆ เพราะทีมงานที่สมัครเข้ามา ผมอยากจะบอกว่า ทุกคนแทบไม่ได้ค่าจ้างอะไร ก็มาด้วยใจ..และนี่เป็นสิ่งที่ผมมองว่า เราเดินมาถูกทาง พร้อมแรงสนับสนุนที่ดี"

จริงๆแล้วในช่วงแรก ก็มีเสียง คัดค้านเข้ามาว่า ตั้งเป็น Center เดี๋ยวก็เจ๊งหรอก "จะหารายได้จากไหน..ฮึม!! มันท้าทายจริงๆ" เอาเป็นว่า จากนี้ไป S2M Cafe & Investment Center เราจะเดินเครื่องเต็มที่ ดังนี้

- S2M Cafe (เปิดบริการทุกวัน) ให้ใครก็ได้ เข้า Trade หุ้นชิวๆ จิบกาแฟ กินขนม ปรับทุกข์
- ใน S2M Cafe จะมี ป๋ากึ้ง และ ทีมงาน ผลัดกันเข้ามาให้คำปรึกษาในเรื่องการลงทุน .."อยากลงทุนแต่ไม่มีความรู้ ก็เข้ามาหาข้อมูลได้" (สงสัยอะไร เกี๋ยวกับการลงทุน ก็คุยกัน .."แต่ปัญหาหัวใจไม่เกี่ยว ฮ่า ฮ่า!!"
- Mini Talk ที่จัดขึ้นประจำสัปดาห์ เดี๋ยวจะกำหนดวันอีกทีครับ "เลียนแบบ Woody แต่เป็นเรื่อง ประเด็นร้อนการลงทุน"
- "คอร์สการเรียน ในเรื่องการลงทุน" (สอนใช้อาวุธ มีด ดาบ ปืน ทางการลงทุน...ฮึม!!)
- DVD + หนังสือ (หากใครชอบเรียนรู้ ด้วยตนเอง ..เพราะ กรอไปกรอมา หน้าหลัง ..ให้ความรู้แน่น!!)
- "หนังสือ เกี่ยวกับการลงทุนของ S2M" อย่างเช่น "แกะรอยหยักสมอง" ..เข้ามาซื้อที่นี่ได้
- "ใครเก่ง และอยากได้เวทีในการถ่ายทอด เช่น อยากมีหนังสือ หรือ งานสัมมนาของตัวเอง ก็เข้ามาคุยกัน"

ก็คร่าวๆ ให้เห็นภาพกันว่า S2M Cafe ..เปิดมาทำหยัง อะไร!!
(คลิ๊กดูแผนที่ในการเดินทางมา ข้างล่าง)

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

จุดกำเนิดของ "Coffee Trader" ..ไงล่ะ น่าสนใจไหมนะ เฮอะ ๆ ๆ


ภาพนี้บ่งบอกบรรยากาศของ การเกิดของ Coffee Trader ได้เป็นอย่างดี ...โอเค!! มันก็คือ การที่ "ป๋ากึ้ง" กับ "ภาววิทย์" กำลังนั่งอ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง!! "และเล่มนั้นเอง เราได้พบว่า..!!" จ๊าก++ ! ! แม่เจ้า #!!#

"เราได้พบว่า ที่ตรงข้ามของฝั่งโต๊ะ มีหญิงคนนึง ปรากฏกายขึ้น" ... เวลานั้นเอง "ป๋ากึ้ง ถึงกับมือ สั้น ..แล้วพูดเบาๆ ว่า คะ คะ คุณ คือ อ ... คือ ใคร!!"

"หญิงคนนั้น ตอบด้วยเสียงแข็งกร้าวว่า ข้าคือ Coffee Trader !!" (จบแล้ว) ....นี่แหละตำนานของ Coffee Trader อย่างย่อสุดๆเลย

ผมว่าเข้าประเด็นดีกว่า ...คือ ว่าทาง S2M เรา ได้สร้าง "ร้านกาแฟสำหรับเป็นศูนย์รวมของนักลงทุนรายย่อย ที่จะว่าไปแล้ว ได้กระจายตัวอยู่ตาม ร้านกาแฟบ้าง ร้านก๋วยเตี๋ยว บางคนไปเทรดในโรงเรียน บอกว่าเพราะ เน๊ตมันฟรี..ว่าไปนั้น"

---ความลงตัวมันจึงมาบรรจบที่ การสร้าง Cafe เล็กๆ ที่มีเน๊ตพร้อมบริการ กับ กาแฟคุณภาพเยี่ยม ที่สำคัญ โจทย์คือ การเดินทางสะดวก ใกล้ทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดิน "สรุปเราตี 2 โจทย์แตก เพราะใกล้หมด" แถมใกล้โรงพยาบาลจุฬาด้วย "คือ ใครเทรดแล้ว ช็อค จะปลอดภัย เพราะเราส่งข้ามถนน เข้าโรงพยาบาลได้ทันที.. ฮ่า ฮ่า"(ขำขำ อย่าคิดมาก)

จริงๆแล้ว ความ "ท้าทาย" มันอยู่ที่ เราได้ทำการรวมรวม นักเทรดหุ้นแจ๋วๆ หลากหลายแนว เข้ามาแวะเวียน แลกเปลี่ยนความรู้เสมอ ...อย่างสาวน้อยที่เกริ่นขำขำ ด้านบน ก็คือ "สาวน้อย Private Fund Manager ที่บริหาร Port ไม่น้อยนะครับ 8 หลัก" ลีลาของเธอคือ Day Trade และชอบ Trade ตามร้านกาแฟ ..."ผมกับป๋ากึ้งเลย ตั้งฉายาให้ไปเลยว่า Coffee Trader"

ก็ประมาณว่า ชวนเธอมาแจม สร้างสีสรรค์ให้กับสังคม S2M (ซึ่งก่อนหน้านี้ เราก็เพิ่งดึงเจ้าหนุ่ม Wizard Kid นัก Day Trade มือสถาบัน..แต่เผอิญเข้ามาแจมในเวลางานไม่ได้ ก็เลยมาในรูปของ บทความมันส์ๆฮาๆ แฝงแง่คิด ในกระทู้ S2M อย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุด "เราอัญเชิญ (หมอการ์ด) Marketing หนุ่มหน้าใส แต่ใจเป็นโหร!! เริ่มเข้ามาทำนายทายทักผ่านกระทู้ของเรา ... ซึ่ง "ดวง" กับ "นักลงทุน" ผมว่า ไม่มีใครปฏิเสธมันได้!!

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม "พรุ่งนี้" ..ประกาศเลย เข้ามาเจอกัน พบปะ เฮฮา รู้จักไม่รู้จัก ไม่ว่า คอหุ้น เดี๋ยวมันไปกันได้ เฮอะ ๆ ๆ.... (อย่างน้อยก็อุดหนุนกาแฟ คนละแก้ว ..อิ อิ "ฮา !!")

(เอาแผนที่มาให้ดู เผื่อใครจะแวะมา จิบกาแฟ เล่นหุ้น และทักทายกัน..เชิญทุกคนนะครับ ไม่ได้เป็นสมาชิก S2M ก็มาได้ ขอให้ชอบลงทุนแค่นั้นเป็นใช้ได้ "แลกเปลี่ยนมุมมอง")

SET ตอนนี้ "มันกำลังถึงจุด!!" (จุดอะไร)

ปี 2010 นี้ตอนต้นปี ใครๆก็นึกว่าประเทศจะไปไม่รอดแล้ว ไหนจะชุมนุมเสื้อแดง แล้วก็ข่าวเลวร้ายต่างๆถาถม แต่คุณสังเกตุไหมว่า "ตลาดหุ้นกลับ ไม่ได้แสดงภาพอย่างที่ทุกคนคิดว่ามันควรจะเป็นเลย"

ปีนี้ตลาดต่ำสุดแค่ 680 จุด ช่วงต้นๆปีเท่านั้น ..ตั้งแต่เดือน มิถุนายน ตลาดก็วิ่งจาก 720 จุด จนเกือบแตะ 1,000 จุดแล้วเวลานี้ --"ถามว่าถึงเวลาลงหรือยัง!!"

(ภาพใหญ่ยัง!! แต่ภาพเล็กนี่ซิครับ มันเสียว!!) .. ผมลาก Trend จากต้นปีจะเห็นได้ว่า SET วิ่งขึ้นอยู่ภายในกรอบแคบๆของ Standard Error Channel "คือแคบแต่พุ่ง" ..จุดที่น่าสังเกตคือ ตอนนี้ SET วิ่งอยู่กรอบบน ใกล้จะเส้นด้านบน "มันแสดงว่า ตลาดมัน Overheat ร้อนไปสักหน่อย!!"

พูดง่ายๆ ว่าถ้าตลาดขึ้นจากนี้ต่อไป มันยากที่จะไม่มีการ correct หรือ ปรับฐานเลย (โอเค!! งั้นมาดูกันว่า ตลาดจะปรับฐานเมื่อไหร่)

ตอนนี้หากใครจับตาตลาดใกล้ชิด จะเห็นได้ว่า ตลาดใกล้ๆ 1,000 จุด มันเริ่มออกอาการ sideway จะขึ้นก็ไม่ขึ้น จะลงก็ไม่ลง ..นั่นเป็นเพราะ "ข่าวต่างๆที่เล่นปั่นกันมาให้หุ้นขึ้น มันหมดแล้ว"

ดังนั้น หุ้นที่ท่านกำลังจะซื้อตอนนี้ "หยุดก่อน!!" คือ ก่อนซื้อท่านต้องทำตัวเป้น "หมอดู" แล้วลองทายหุ้นที่ท่านถืออยู่ หรือ หุ้นที่ท่านสนใจว่า "ต่อไป ผลประกอบการมันจะดีขึ้น หรือ แย่ลง" ..ใช่ครับ "ตอนที่ตลาดกำลังรอข่าว !! ..ถ้าข่าวดี หุ้นก็วิ่งต่อ แต่ถ้าข่าวไม่ดี หุ้นมันก็จะต้องปรับฐาน"

จุดนี้ของตลาด ผมจึงไม่ค่อยแนะนำให้ใครซื้อหุ้นเท่าไหร่ "เพราะสัญญาณมันไม่ชัดเจน ว่ามันจะขึ้นหรือจะลง" ประเด็นคือ ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะขึ้นหรือจะลง "คุณจะเล่นทำไม" (อันนี้มุมมองของ การเล่นระยะสั้นนะ คุณต้องรอให้สัญญาณมันชัด เพราะการเล่นระยะสั้นคือ คุณต้องเป็น Trend Follower คือ เล่นตาม Trend ..)

แต่สำหรับพวกที่เล่นยาว "คุณเป็น Value Investor" นั่นคือ คุณคำนวณราคาและคาดคะเนราคาอนาคต ซึ่งในภาพใหญ่มีหุ้นหลายตัวที่ไปได้อีกมาก เช่น พวกพลังงาน , พวกเดินเรือ และ อีกหลายๆตัว ..ประเด็นคือ หุ้นพวกนี้ ราคามันจะไม่วิ่งเหมือนหุ้นร้อนๆ ที่เล่นตาม Trend หรอกครับ

...ดังนั้น เวลาเล่นเลือกประเภทหุ้นให้เหมาะกับวิธีเล่นของคุณนะครับ !!

การขึ้นลงของ KSL "หุ้นที่คนเล่นมึน อะไรมันบอกคุณ!!"


KSL ธุรกิจน้ำตาลหนึ่งเดียวในตลาดหุ้น ..( น่าสนใจมากที่ปีนี้ ราคาน้ำตาลพุ่งกระฉูด แต่ทำไมกิจการมีกำไรลดลง) .. ไม่ต้องวิเคราะห์มาก ถ้าราคาของขึ้น แต่กำไรลดลง แสดงว่า "การจัดการความเสี่ยงของบริษัทอาจมีปัญหา!!"

นี่เป็นเรื่องปกติของ กิจการในประเทศไทย ที่มีการ "จัดการความเสี่ยงที่หวือหวา ประการแรก อาจมาจาก คนไทยมีความเป็นนักพนันชั้นเลิศ ..แต่ถ้าฝรั่งมาดู เขาจะ งง แล้วถามว่า (มันทำอะไรของมันฟะ !!)" ...พูดๆง่ายๆว่า บริษัทในประเทศไทย จัดการความเสี่ยงที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด จึงส่งผลให้ ราคาขึ้นแต่กำไรหด นั่นเอง (การจัดการความเสี่ยงก็คือ การซื้อขาย Futures ของ Commodity นี่แหละ)

ปีนี้น้ำตาลขาดแคลน ทำให้ราคาพุ่งขึ้นสูง ..สาเหตุหลักๆมาจากต้นปี ราคาน้ำตาลโลก สูงกว่าราคาน้ำตาลในประเทศ ทำให้น้ำตาลไทย ทะลักไปขายในต่างประเทศ (โดยปกติราคาโควต้าน้ำตาลในประเทศไทย จะสูงกว่า ราคาตลาดโลก ทำให้เมืองไทยไม่เคยขาดแคลนน้ำตาล) ..."แต่ปีนี้ทุกอย่างสวนทาง ..รัฐบาลก็ งง เพราะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ (เอ๋อ!!ช่างรัฐบาลเถอะ)"

ปีนี้เกิดน้ำท่วมหนัก(ขณะนี้) ก็คงจะส่งผลต่อ Supply ของพืชผลการเกษตรในปีหน้าอย่างแน่นอน ..."จริงๆในกลุ่มของ S2M เราก็มี หลายคนที่ลงทุนใน Commodity ต่างประเทศ ฮึม!! ปีหน้าคง ยิ้มหน้าบานกัน" ..เอ้า!! กลับมาที่เมืองไทยเราดีกว่า "ผลกระทบจากน้ำท่วม จะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรสูง ..ในส่วนของน้ำตาล ที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักของโลก--- จึงไม่น่าแปลกที่ ปีหน้าต้องกินน้ำตาลแพง!!

...(ในภาพรวมปีนี้อุตสาหกรรมน้ำตาลราคาผันผวน โรงน้ำตาลส่วนใหญ่รีบขายของไปก่อน จนน้ำตาลขาดตลาด สรุปเลย ไม่ค่อยกำไร พอราคาน้ำตาลขึ้น แต่ดันต้องซื้อน้ำตาลแพงกลับมาเติม โควต้า ที่ขายไปก่อน "สรุปขายถูก เพราะเก็งว่าราคาจะไม่ขึ้น เลยเอาส่วนของโควต้าในประเทศขายไปก่อน จากนั้นพอราคามันไม่ลงดังคาด ก็ต้องไปซื้อแพง มาเติมโควต้าที่ยืมขายไปก่อน (นี่แหละการมองตลาดแบบแปลกๆ ของโรงน้ำตาลไทย)...แจ๋ว!!ไหมครับ..หุ หุ"

...ปีหน้าถ้าน้ำตาลแพงเพิ่ม แต่ถ้าน้ำท่วม ก็กลายเป็น อ้อยเสียหาย ..ไม่มีวัตถุดิบมาผลิตน้ำตาล) --"นี่แหละครับ ความซับซ้อนของธุรกิจ" (พอจะขายของได้ดี ก็กลับจะไม่มีของขาย "ปัญหามันไก่กับไข่เสมอ ..คุณเข้าใจหรือยังครับ ทำไมชาวนา ชาวไร่ ไทย(จน)ตลอดกาล")

มาเกร่ินในตลาด Commodity Futures ในต่างประเทศกันนิดนึง (เป็นตลาดที่รับซื้อ ผลิตผลทางการเกษตรล่วงหน้า) ..บริษัทใหญ่ๆอย่าง CPF แน่นอน มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแล ในเรื่องของการซื้อวัตถุดิบ ..นั่นก็คือ "บริษัทเหล่านี้ต้องทำการซื้อขายล่วงหน้า หรือ ซื้อ Futures นี่แหละ เพื่อป้องกันความผันผวน ในราคาของ Commodity เหล่านี้"

ความรวยความจนของชาวนาไทย ขึ้นกับดินฟ้าอากาศ (เลยจนเสมออ่ะนะ!!) แต่ความรวยของชาวนาในต่างประเทศ มันขึ้นกับมุมมอง และการซื้อขาย Futures ... (ภาพที่คุณเห็นก็คือ ชาวนาในต่างประเทศ แทบไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคาของผลิตผลทางการเกษตร เพราะเขาสามารถกำหนดราคาขายล่วงหน้าโดยใช้ "Futures")

เรื่องที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในขณะนี้ ก็คือ ความผันผวนในราคา Commodity ซึ่งเกิดจาก ดินฟ้าอากาศ (น้ำท่วมอย่างบ้านเรานี่แหละ) ดังนั้น ในอนาคตบริษัทต่างๆอย่าง CPF จึงทำการซื้อ Futures ให้นานขึ้น เช่นจากเดิมซื้อล่วงหน้าแค่ไม่ถึงปี ..ถ้าเกิดความผันผวนก็อาจทำให้ ต้องล็อคราคาซื้อล่วงหน้าหลายปี

ฮึม!! ไงละครับ ภาพตลาด Commodity ..ยิ่งโลกเรามีความผันผวนทางสภาพภูมิอากาศ ก็ยิ่งส่งผลให้ ตลาด Commodity หอมหวนขึ้นเรื่อยๆ --- ในบ้านเรามีตลาด Commodity ล่วงหน้าเหมือนกัน ก็ afet นี่แหละ แต่ดัน Volume น้อย แถมคนที่เข้ามาซื้อขาย กลับไม่ใช่ ผู้ผลิตและผู้ใช้ แต่เป็น Speculator (พวกนักเก็งกำไร) ตอนนี้มันเลยไม่ใช่ตลาด Futures ธรรมดา "แต่มันเป็นบ่อนน่ะ..หุ หุ หุ"

เขียนถึง Commodity ทีไรยาวทุกที ...ใครสนใจศึกษา Commodity Trading ก็เข้าไปแจมกันได้ใน "Monkey Trade" ที่ http://monkeytrade.blogspot.com ละกันครับ

กลับมาที่กราฟ KSL ผมยกเอา การเล่นของหุ้นดูนี้มาให้ดูเล่นๆ ..ถ้าสังเกตุจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่มีสัญญาณ Bearish ระหว่างราคาที่ลง สวนทางกับ RSI ที่ขึ้น "ก็จะมีการกระโดดของราคา" (หุ้นกระโดดเหมือนกบ โดดแล้วลงมาที่เดิม...ภาวะแบบนี้เล่นยาก แต่ก็ใช่ว่าเล่นไม่ได้) ..ใครชอบหุ้นกบก็ โดด กันไปละกันครับ ..อิ อิ

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรียนรู้จาก "บางจาก BCP " (หุ้นลูกเมียหลวงที่ถูก มองข้าม)



"บางจาก" ถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจ (หลายๆคนตั้งคำถามว่า BCP เป็นหนึ่งในกลุ่มของ PTT Group แต่เหตุใด ราคาหุ้นถึงรั้งท้ายตัวอื่นๆ)

ท่านเคยสังเกตปั๊มบางจากบ้างไหมว่า "มันเป็นยังไง !!"

"มันดูดีไง ..มันเริ่มมีอะไรต่างๆ ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลง ...ย้อนอดีต บางจากเป็นโรงกลั้นที่ย่ำแย่ ล้าสมัย แต่ภายหลังการการเข้ามา ถือหุ้นของ PTT และ กระทรวงการคลัง ..มีการปรับโครงสร้างใหญ่ ทำให้โรงกลั้นสามารถกลั่นได้ Complex ขึ้น --จากนั้นเป็นต้นมา "บางจาก" ก็พัฒนาในเชิงสร้างสรรค์ขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบัน "บางจาก" วางตัวเป็น "หัวหอกของ PTT ในการบุกเบิกพลังงานสะอาด ซึ่งน่าสนใจมาก!!" ...แต่เหตุใดราคาหุ้นไม่ไปไหน!! --- ก็นี่แหละครับ ถ้าเทียบก็เหมือน "เด็กเกเร พอกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะภาพเก่าแย่ๆ มันยังหลอน ..ส่งผลต่อนักลงทุนในอดีต รวมทั้งรายใหม่ ที่ยังกล้าๆกลัวๆ

(เอาเป็นว่ามาดูกัน !!) .. บางจากตั้งแต่ วิกฤต 2008 กลับมา โดดเด่น เริ่มจากปันผลที่สูงที่สุดใน PTT Group จนถึงปัจจุบัน "หลายคนมองว่า BCP กำไรจากการเก็งกำไรน้ำมัน ไม่ใช่จากตัว Main Business ซึ่งก็คือ การกลั่น --ก็ไม่ผิดนะ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับก่อนวิกฤต ตอนนี้ถือว่า บางจากกลับมาสร้างผลกำไรสูสีกับตอนที่ราคาน้ำมัน Peak ..ต้องถือว่า เป็นผลงานที่น่าสนใจ --ดังนั้น ถ้าค่าการกลั่นกลับมาสูงอีก "ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก"

(มาดูในมุมของ Technical บ้าง) ผมเร่ิมเห็นการเข้ามาลงทุนของ นักลงทุนมากขึ้น (กราฟมันฟ้อง) ..ดูจากกราฟ ช่วงที่ 1 เป็นช่วงที่เริ่มเก็บ จากนั้นก็เก็บต่อมาเรื่อยๆ จนมา "เขย่าหมู" หลอกทุบเพื่อเก็บเพิ่มใน ช่วงที่ 2 ..ซึ่งจริงๆสัญญาณ Technical มันเป็น Bullish ตั้งแต่ Moving Average เส้นเร็ว มันตัดเส้นกลางแล้ว (น้ำเงิน ตัด แดง) จากนั้น ทั้งสองเส้นก็ตัดเส้นยาวต่อ (สีเหลีอง)

ตอนนี้ เส้น Moving Average เรียงตัว "สั้น-กลาง-ยาว" ในขาขึ้นอย่างชัดเจน ผนวกกับ Volume เข้ามาอย่างหนาตา แสดงว่า ...."มันส์!!" (เอาเป็นว่า ฟังหูไว้หู.. วันที่เขียนบทความนี้ "20 ตุลาคม 2010" ราคามันหย่อนลงมาให้ช้อน...นักลงทุนขาใหญ่ ลงมืออัดเงินเข้ามาเป็นพันๆล้าน เขาจะลากแค่นี้ ก็คงไม่น่าจะใช่) ..เอ้า!! ดูกันต่อไป ..ตลาดแบบนี้ มีอะไร "ขำขำ" อีกมากมายครับ

เล่นรอบดูยังไง..."เข้าตรงไหน ออกตรงไหน!!"


มีเพื่อนๆถามผม มาเยอะว่า "การเล่นรอบ ดูยังไง ..เข้าตรงไหน แล้วออกตรงไหน"

อย่างแรกเลย ผมเปิดพื้นฐานหุ้น ถ้าพื้นฐาน "ห่วย" ผมไม่แตะเลย .."มันจะปั่นแรง ระดับเทพขนาดไหน ก็ไม่เอา...จะเล่นแบบนั้นเข้าบ่อนไปเลย ความเสี่ยงเท่ากัน..มันส์กว่า หุ หุ !!"

จากนั้นผมมาดูลักษณะการขึ้นลงของหุ้น (พูดง่ายๆว่า ดูนิสัย "เจ้ามือ") ...อย่างหุ้นที่ยกขึ้นมา ไม่ต้องไปหาว่าหุ้นอะไร จะให้ดูเฉยๆว่า ลักษณะหุ้นที่ขึ้นเป็นรอบๆแบบนี้ ยังพอเล่นตามรอบได้ "เพียงแต่ต้องแน่ใจว่า พื้นฐานไม่ได้แย่ เพราะคุณต้องเตรียมใจ "ติดดอย" ไว้เสมอ.."ต้องเข้าใจว่า ความผิดพลาด เกิดขึ้นได้เสมอ ..เพราะถ้าดูให้ดี จะเห็นได้ว่า ทุกรอบ "เจ้ามือ"เขาก็ได้เงินมหาศาล จากนั้นก็เล่นต่อ ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จุดนี้คุณต้องเข้าใจความเสี่ยงให้ดี ว่าคุณเล่นอะไรอยู่"

อย่างนี้สังเกตุได้ว่า "เจ้ามือ" ชอบกิน "คำโตๆ" ดังนั้น เราในฐานะรายย่อย "ก็กินให้มันคำเล็กหน่อย เล่นตอดๆไป อย่างเขากิน รอบแรก 300 % (เราก็อย่าโลภ เอาสัก 100%) อย่างรอบสอง เขากิน 70% (เราก็อย่าโลภ เอาสัก 50% ก็พอ)

"เข้าตรงไหนล่ะ" --ก็ดูช่วงที่ราคามันนิ่งๆ Volume ไม่ค่อยมี "นั่นแหละน่าเข้า" (แต่จุดนี้ ผมว่า แล้วแต่ Style ..คนที่ชอบเสี่ยงหน่อย อยากได้ราคาต่ำ ก็อาจเข้าตอนที่มันนิ่งก็เข้าเลย "ตรงนี้อาจจะเสี่ยง ติดหุ้นนาน" ..แต่อีกแบบ อาจเข้าตอนมี Volume เข้ามาดันราคา ขึ้นชัดเจน ก็โดดตามเข้าไป "อันนี้มักจะเข้าแล้วขึ้นเลย ..แต่ตรงนี้ต้องอาศัยความชำนาญ ในการดูกราฟ")

ถ้าดูให้ดี จะเห็นได้ว่า แต่ละแบบในการเข้าซื้อ มีจุดเด่น จุดด้อยที่ต่างกัน "ตรงนี้ต้องกลับมาถามตัวเราเองว่า คุณรับความเสี่ยงแบบไหนได้ ต่างหากที่สำคัญ"

อย่างผม "ชอบเลือกหุ้นพื้นฐานดี" เพราะผมเล่นไม่มี Cut Loss คือ ถ้าเก็งผิด ผมเก็บหุ้นยาวเลย (แบบนี้ถ้านัก Technical จ๋า ..เขาไม่เอาด้วย เพราะเขาไม่ชอบเก็บหุ้น "ดังนั้น ตรงนี้ถ้าคุณไม่เข้าใจ "นิสัย" ตัวเอง ..คุณชนะตลาด ทำกำไรยาก

"จะออกจุดไหนล่ะ!!" นี่ก็คำถามโลกแตกอีกเช่นกัน ...อย่างผมจะ Let Profit Run เพราะผมไม่กลัว "ยังไงหุ้นก็ดี ..กลัวทำไม (อย่างมากก็ถือยาวหน่อย เทียบผลตอบแทน "เงินฝาก" ผมชนะทั้งขึ้นทั้งล่อง) --- ดังนั้น ผมจะปล่อยให้หุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ เรื่อยๆ ๆ ..

จนถึงจุดที่มันมี การลง อย่างชัดเจน บวกกับ สัญญาณ RSI ย่อลงอย่างมีนัย (ดูจุดที่ 3 ในกราฟ) .."จะเห็นได้ว่า คุณไม่ออกที่ จุดสูงสุดใช่ไหม!!" ..ใช่!! เพราะในความเป็นจริง คุณไม่รู้หรอกว่า จุดไหนเป็นจุดสูงสุด ดังนั้น ถ้าคุณพยายามออกที่จุดสูงสุด "คุณมักจะออกก่อน และขายหมูเสมอ!!" (ถูกไหมล่ะครับ)

โอเค !! เอาเป็นว่า ก่อนเล่นรอบใดๆ "เข้าใจตัวเองก่อน กำหนดวิธีการเล่นให้ชัดเจน" (อย่าทำตัวเป็นแมลงเม่า!!)..ผมให้ข้อสังเกตุนิดนึงนะครับว่า รอบแรกๆ จาก bottom ของตลาด เจ้ามือจะกินคำใหญ่ๆ คุณจึงสามารถ Let Profit Run ได้เยอะ "คือสามารถกินคำใหญ่ๆ" แต่พอตลาดมันขึ้นไปเรื่อยๆ ..เจ้ามือก็จะกินคำเล็กลงเรื่อยๆ "ต้องดูให้ดีครับ"

เดี๋ยวคราวหน้า จะยกตัวอย่าง "หุ้นที่เล่นตามรอบรอบ ..แล้วติดดอย!!" มาให้ดู (หุ้นมีทุกแบบ มัน โหด มัน ฮา ...จะรวยเร็วต้องรีบๆเซียนนะครับ.. แต่อย่าเซียนมั่วละกัน..หุ หุ "หมู ฉึก ฉึก")

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรียนรู้จากพ่อค้าไก่ "ขอบคุณฮะ !!" (CPF ไก่รอบจัด)


(เอ้า!!) วันนี้ผมยกหุ้น "นักสู้ผู้ขายไก่แสนล้านมาให้ดูกันครับ" CPF ใช่แล้ว!!
หุ้นนี้เป็นหนึ่งในหุ้นคุณภาพ ที่มาแรงมากๆปีนี้ (แต่ก่อนซื้อ มาวิเคราะห์กันก่อนดีกว่า !!)

ปกติ CPF ธุรกิจทำกำไรอยู่ "ประมาณพันล้านต้นๆ" แต่ปี 2552 ทำกำไรที 1 หมื่นล้าน (คือประมาณ 3 เท่าจากปี 2551 ...และแล้วหุ้นก็วิ่งจาก 3 บาท ขึ้นมาเกือบ 12 บาท --"ก็ดูสมน้ำสมเนื้อ") แต่ปีนี้วิ่งมาแตะเกือบ 27 บาท "ตรงนี้ชัก Over แล้ว เพราะกำไรไม่ได้เพิ่มขนาดนั้น"

อีกจุดนึง คือ ถ้าอยู่ดีๆ กำไรกระโดด พร้อมราคาหุ้นวิ่ง มันไม่ปกติเลย ทำไมอยู่ดีๆกำไรเยอะมหาศาล (หรือ"มนุษย์เกิดบ้ากินหมูไก่ กันอย่างมหาศาล..อิ อิ" --- "เราต้องมาดูว่ามันกำไรจากธุรกรรมปกติ หรือ อะไรกันแน่" (แต่ไม่เป็นไร ตั้งข้อสังเกตไว้เฉยๆ ..กลับมาวิเคราะห์กันต่อ)

ถ้าจะประมาณการจากพื้นฐานจริงๆ สมมุติปีนี้ CPF กำไร 14,000 ล้านบาท เทียบกับปี 2551 ที่กำไร 3,000 ล้าน แสดงว่าใน 2 ปี กิจการทำรายได้เพิ่มขึ้น 5 เท่า (ถ้าเอาราคาหุ้นปี 2551 ที่ 3 บาท คูณด้วย 5 เท่า ก็จะอยู่ที่ประมาณ 15 บาท .."แต่ปีนี้หุ้นขึ้นไปถึง 27 บาท..ก็คนซื้อกลัวตกรถนี่นา!!")

(ดู Price History ของหุ้น CPF) ตลอด 20 ปี หุ้นนี้วิ่งอยู่ในกรอบประมาณ 5 บาทขึ้นลง ..แต่ปี 2009 -2010 วิ่งที 5 เท่าจากราคาหุ้น Average (ดูที่ผมลาก Trend จะเห็นได้ว่า สองปีที่ผ่านมา หุ้น CPF มัน Bullish มาก) ..แต่ถ้ามองจาก Trend มัน "พุ่งเป็นจรวด" ซึ่งมันผิดธรรมชาติของหุ้น (ไม่มีอะไรขึ้นเป็นจรวด..หุ หุ) ดังนั้น แน่นอน มันมีโอกาสสูงที่จะลงมาปรับฐาน

ซึ่งจะเป็นการปรับฐานเพื่อขึ้นต่อ ก็อาจเป็นได้ "แต่ที่แน่ๆมันเริ่มส่งสัญญาณการปรับฐานอย่างต่อเนื่อง" ..คำถามคือ ทำไมหุ้นต้องปรับฐาน "ก็เพราะคนที่ซื้อในราคาต่ำ เขาก็ย่อมอยากขายทำกำไรบ้าง ดังนั้น ถ้าหุ้นมันหยุดขึ้น ..คนที่กำไรอยู่ก็อยากจะ Protect กำไรของตัวเอง ก็เลยขายออกมา" --นี่แหละครับสาเหตุที่ทำไมหุ้นต้องปรับฐาน

(คำถามต่อไปคือ มันจะปรับฐานไปถึงจุดไหน) "ตอบเลย ให้ไปถามคุณธนินท์ เพราะแกถือหุ้นไว้เยอะมาก ฮ่า ฮ่า .."รับรองแกไม่ตอบ ดังนั้น เราเอา Technical มาดูดีกว่า"

จุดที่ 1 เกิด Gap "แสดงว่าจุดนั้น คนไม่มีของ เวลาราคาลง มันมักจะผ่านไปเลย ดังนั้นใครรอรับไม้แรก ไปรับที่จุดที่ 5 ได้เลย (เสียวง่ะ !!)

จุดที่ 2 สัญญาณ RSI ร่วงลงอย่างมีนัย + Volume ขายประกอบ "เสียววูบ!!"

จุดที่ 3 Moving Average คือ ค่าเฉลี่ยตัวมันเอง ตัวสั้น ตัดระยะกลาง เป็นสัญญาณ Bearish "ลูกหมีมาเยื่ยมเยียน..ว่างั้น!!"

จุดที่ 4 ราคาขึ้น แต่ "ค่าเฉลี่ยของราคา (RSI)" ..ดันลง สวนทาง เป็นสัญญาณ Bearish ..."หมีมาเยื่อน"

ลาก Fibonacci จะเห็นได้ว่า ทุกระยะของ Fibonacci "ตัดที่พอดี ทุกรอบของราคา ..แสดงแนวรับที่สำคัญ" ...คือ ถ้าหลุดจุดที่ 5 มันจะไปทดสอบจุดที่ 6 ..ถ้าหลุดจุดที่ 6 เจอกันที่จุด 7

เอ๋อ!! พูดซะยาว สรุปเลยดีกว่า ที่เอา Technical มาดูก็เพื่อ หาจุดแนวรับ แนวต้าน และก็ดู Cycle ของราคา หรือ ดูรอบนั่นแหละ ...."แต่ไม่ได้หมายความว่า หุ้นจะต้องเป็นไปตาม Technical" ..ประเด็นก็คือ ถ้าเราอยากซื้อหุ้นนี้ ให้รอดูในทุกแนวรับ คือ ถ้าไม่หลุดแนวรับ แล้วมันสามารถดีดกลับอย่างชัดเจน คุณก็สามารถเล่นรอบตามขาขึ้นได้

พูดง่ายๆว่า นี่ผมเอาการ "มองรอบของหุ้นมาให้ดู" ..อย่าเข้ามั่วๆ เข้าเป็นรอบ ..ออกเป็นรอบ ..เวลามันหลุดแนวรับ "อย่าไปรับทันที (ไม่งั้นช้อนหัก!!) ให้ไปรอแนวรับถัดไปเลย"

ก็ดูๆกันไป "อย่าไปซื้อตามแห่ เดี๋ยวซวย!!"....

กลับมาที่มุมมองของ นักวิเคราะห์พื้นฐาน ถ้าคุณจะซื้อลงทุน คุณต้องหาจุดเข้า ก็คือ แนวรับต่างๆนั่นเอง (ผมมักเจอเพื่อนๆหลายคนมาถาม อยากซื้อ แต่เวลาที่ถามมักจะถามจุดที่"ยอดดอย" ไม่ใช่แนวรับ ..แสดงว่า ยังดูรอบไม่เป็น "ต้องระวังครับ" ..สู้ สู้ ฝึกกันไป)

อ๋อ!! ใครมีอะไรเด็ดๆ ก็เข้ามาแบ่งปัน เชิญที่ชุมชน stock2morrow นะครับ... "แบ่งปันความรู้ เรียนรู้กันไป"

(วันศุกร์นี้ S2M Center เปิด Soft Opening ใครว่างเรียนเชิญครับ "มาคุยกัน")
คลิ๊กดูรายละเอียด

http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=16347

"กับดักตลาดหุ้น" ..หัดเป็นคนช่างสังเกตุ!!



(อันนี้ยกขึ้นมาให้ดูเล่นๆนะครับ ..ไม่ได้จะบอกว่ามันดีหรือไม่ เพียงแต่ มาดูกัน "แปลกดี")

ประเด็นแรก ผมชอบหุ้นปันผล แต่ตัวนี้ถ้ามองย้อนหลัง ปันผลไม่ดี แต่ปีนี้ "ดันปันผลดี"(ทำไมล่ะ)..จะหลอกปันผลดีๆ ให้ใครเข้ามาซื้อหรือเปล่า !!
ประเด็นที่สอง P/BV กับ P/E ลดต่ำลงอย่างมีนัย (คือ หุ้นถ้ามันดีขึ้น P/E กับ P/BV มันต้องขึ้นซิ -- แต่นี่มันกลับลดลง ..ซึ่งในมุมของการพื้นฐาน มันแปลว่าหุ้นราคาถูก)
แต่ไอ้ที่แปลกมาดูตรงนี้



"หุ้นดูพื้นฐานโอเค ..แต่ขาใหญ่ ขายทิ้งเอา ทิ้งเอา" ลากราคาตกกระจาย ...แถมจุดที่น่าสนใจคือ "ราคาที่ขายทิ้งเป็นราคาที่เขาไม่ได้กำไรอีกต่างหาก เพราะถ้าย้อนดูราคาที่ทิ้งหุ้นตอนนี้ ถือว่าต่ำมาก ..ดูจะต่ำกว่าต้นทุนของเจ้ามือด้วยซ้ำ"

สรุปแล้ว ถ้าเห็นอย่างนี้ หลายคนอาจ "ว๊าว!! อยากกระโดดเข้าไปเก็บ" (แต่ผมมองว่า มันเป็นอะไรที่เสียวนะ!! เพราะ อย่างแรกรายใหญ่ หรือ เจ้ามือ เขาควรจะรู้ข้อมูลลึกๆอะไรที่รายย่อยไม่รู้ ...คือ ถ้ารู้สิ่งที่เขารู้แล้วทำให้เขาขายทิ้งหุ้นแบบนี้ ผมมองว่า มันย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างแน่นอน)

ในมุมมองของผม "ผมจะไม่เข้าไปรับหุ้นแบบนี้ ถึงแม้มันจะดูน่าสนใจก็ตาม"

ประเด็นที่ผม ยกขึ้นมาเพื่ออยากจะชี้ประเด็นของ Price Discount everything ในมุมของนักเล่นหุ้นเชิง Technical ว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน .... เพราะบางครั้ง บางจุด เช่น Inside Trader ต่างๆ ที่เอาข้อมูลลึกๆของบริษัทมาซื้อขายหุ้น มันเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น

แต่สำหรับ Technical มันแสดงให้เห็นใน "ราคาหุ้น" ...อย่างหุ้นที่ยกมาให้ดู การที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ทิ้งหุ้นที่ดูดีในเชิงพื้นฐาน มันก็จะแสดงให้เห็นในกราฟ ถึง ราคา และ RSI ที่ทิ้งลงอย่างรวดเร็ว ...ลึกๆ ก็แปลได้ว่า "มันมีอะไรบางอย่างที่น่ากลัวแอบแฝงอยู่นั่นเอง !!"

จุดนี้หลายคนอาจตั้งคำถาม ว่า "เจ้ามือ" อาจทุบเพื่อเก็บของ จะเป็นไปได้หรือเปล่า ...(แต่ !!) ดูทั้งราคาที่ลงรุนแรง + Volume มหาศาล ..ผมว่าอย่างนี้มันไม่ได้เก็บของแล้ว "ดูเหมือนหนีตาย!! มากกว่า")

เอาเป็นว่า "นี่เป็นเพียงตัวอย่างให้ศึกษา" ตลาดหุ้นบ้านเรา ต้องหัดสังเกตและระวังตัวเอง "มัน ลับ ลวง พลาง จริงๆ... หุ หุ" อ้าว !! ศึกษากันต่อไปครับ...

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คำสาบของ Bull Market

นี่ผมหยิบราคาน้ำตาลดิบมาให้ดูกัน ปีนี้แรงได้ใจ แต่ชาวไร่ไทย ขายหมูไปหมดแล้ว (ด้วยวิธีการต่างๆทั้ง ถูกกฏหมายและแอบไป ..สรุปพยายามสุดฤทธิ์ ขายไปจนน้ำตาลขาดแคลนประเทศ แต่ดันขายหมูซะนี่) -- "นี่แหละครับที่เขาว่า อย่าพยายาม Timing Market คุณจะผิดเสมอ !!"

จะว่าไปแล้ว ปีนี้ Commodity เกือบทุกตัว "แรง" อย่างที่หลายๆคนคาดการณ์..มันกำลังจะเป็นจริง "คนกำลังหนีของปลอม วิ่งเข้าหาของจริง" (ไอ้ของปลอมที่ว่าก็คือ เงินกระดาษ US Dollar ที่พิมพ์เท่าใดก็ได้นั่นแหละครับ มูลค่าลดเอา ลดเอา ในอัตราเร่ง ...ทำเอาทั้งฝรั่งจริง และฝรั่งหัวดำ "สยองกันไปตามๆกัน จนแห่เข้าซื้อ Asset ทุกอย่าง ตั้งแต่ ทอง , หุ้น , พันธบัตร , Bonds ...ซึ่งที่ร้อนพิเศษ ก็เห็นจะเป็น Commodity และก็หุ้นในตลาด Emerging Market (บ้านเราก็พลอยร้อนตาม "ก็ดีครับ!!")

ผมอ่านบทความที่เขาเขียนเกี่ยวกับว่า ตอนนี้บริษัทใหญ่ๆมากมายเริ่มให้ความสำคัญกับ วัตถุดิบ นั่นก็คือ Commodity อย่างบริษัทรถไฟฟ้า BYD ก็เริ่มเข้าไปซื้อ Lithium "ซื้อเหมืองซะเลย จะได้ป้องกันความเสี่ยงของราคาที่พุ่งแรง"

อย่าว่าแต่บริษัทรถยนต์ บริษัทเหล็กอย่าง ArcelorMittel ก็ขยายธุรกิจแบบ Vertical เข้าไปซื้อวัตถุดิบ แบบทำเหมืองเองนั่นแหละ ...พวกบริษัทขนมก็ไม่น้อยหน้า เข้าไปซื้อขายพืชผลทางการเกษตรล่วงหน้า ยาวขึ้นไปอีก (อันนี้ผลดีตกแก่เกษตรกร เฉพาะของฝรั่งเขานะ ที่ขายพืชผลก่อนลงมือปลูกโดยใช้ Future Contract (ชาวนาไทยขายตามตลาด ซึ่งมักได้ราคาห่วยเสมอ ตามพืชที่แห่กันปลูกพร้อมๆกัน)

..ซึ่งการที่บริษัทจริงๆอย่าง General Mills / Mars ต่างให้ความสำคัญของการล็อคราคาซื้อล่วงหน้า ย่อมทำให้ชาวนา ชาวไร่ สามารถขายได้ล่วงหน้า นานขึ้นไปอีก .."จุดนี้ทำให้ราคาจะนิ่งมากขึ้น แต่ผลเสียจะตกแก่บริษัทที่ต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง...สุดท้ายก็ส่งผลถึงผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆ ที่จะต้องบริโภคแพงขึ้น!!"

สิ่งที่ผมอยากจะ Point out ก็คือ "Inflation มันกำลังก่อตัว อย่างรุนแรง ครั้งนี้หากใครไม่เตรียมรับมือ ผมว่า สยองไม่เบานะครับเนี่ย !!" ...อยากรู้ Inflation ที่แท้จริง ไม่ใช่ไปดูที่รัฐบาลประกาศ ก็รัฐบาลเล่นเอาสินค้าควบคุมมาดู "ราคามันก็ไม่ค่อยขึ้นซิครับ" (มั่ว!!)

ของจริงต้องไปดู "ข้าวแกง" ..ดังนั้น Inflation ในปัจจุบันที่ใครคิดว่าเบา มัน 10% ขึ้นอย่างต่อเนื่อง (คิดง่ายๆว่า ถ้าคุณเอาเงินฝากธนาคารแบบไม่มีดอกเบี้ย เท่ากับว่า มูลค่าเงินของคุณจะลบด้วย 10% ทุกปีนั่นเอง)

มาพูดถึงคำสาบของ Bull Market มันคืออะไรล่ะ .."ฮึม!! มันก็คือ เวลาตลาดมัน Bull แรงๆนี่ ..ถ้าคุณคิดว่าตลาดมัน Peak สุดๆแล้ว คุณจะเดาผิดและขายหมูตลอด" เพราะเมื่อขายไปแล้ว มันก็ขึ้นต่อทุกที

ดังนั้น วิธีแก้คำสาบก็คือ "คุณต้องคิดว่า (ไม่ใช่!!) ตลาดมันยังไม่ Peak มันเป็นเพียง Correction ..เพราะถ้าตลาดมัน Bull Market จริงๆ คุณจะทายถูกตลอด แต่คุณจะผิดครั้งเดียวเมื่อตลาดมันแตะ Peak จริงๆ (ก็ไม่เห็นยาก คุณก็ถือไปจนมัน Peak พอมันตกจริงๆ คุณก็ค่อยขาย แน่นอนคุณไม่ได้ขายที่ราคาสูงที่สุด แต่คุณก็ไม่ต้องขายหมู แล้วก็โดดไปโดดมา ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ)"

ซึ่งถ้าย้อนดูประวัติอันยาวนานของตลาดหุ้น ตั้งแต่เปิดตลาดมามี Peak สูงสุดครั้งเดียวปี 1993 จากนั้นก็ต่ำ ต้วมเตี้ยม ไม่เคยไปไหน ...ดังนั้น ถ้าคุณจะถือหาง Bull คุณก็แค่ ทำนายขา Long "ซึ่งโอกาส ก็คือ คุณจะทายถูกตลอด และผิดครั้งเดียว เมื่อตลาดมันไปแตะ Peak จริงๆ ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่า รอบนี้ตลาดจะไปถึงเท่าไหร่ในภาพใหญ่"

(เอ๋อ!! แต่คำเตือน คือ ไอ้หุ้นที่คุณถือ Long มันต้องเป็นหุ้นพื้นฐานดี ..ไม่ใช่หุ้นปั่นนะครับ "อันนั้นเจ๊งตั้งแต่ซื้อแล้ว...หุ หุ หุ")

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เอาเครื่องมือ "ศึกษาหุ้น" มาให้เล่นใน Blog ผมครับ


ตอนนี้ผมได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูหุ้น SET 50 Company มา Link ไว้ใน Blog ผม "ใครว่างๆก็เข้ามาคลิ๊กศึกษาดูข้อมูลได้นะครับ"

วิธีการดูก็คือ
1. ก่อนจะซื้อหุ้นไหน ไม่ใช่ตามข่าว "ให้เริ่มจากการดูพื้นฐานก่อน เช่น ปันผลไหม ,P/E , P/BV เท่าไหร่ --อะไรประมาณนั้น"

2. ลองดู กราฟหุ้น .."ให้ดูจากภาพใหญ่มาจนภาพเล็ก" ผมเอากราฟภาพใหญ่ของ Industry มา Link ไว้ให้ดู.. เวลาคุณเล่นหุ้นไหน ก็ลองเอา Trend ของหุ้นมาเทียบกับ Industry (นั้นๆของหุ้น)... "คุณก็จะเห็นภาพว่า กิจการที่คุณสนใจเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน มันเป็นอย่างไร เช่น ถ้าอุตสาหกรรมธนาคารมันแย่ แต่ TMB มันดี เอ๊ะ!! หรือ มันมีใครมาปั่น --อะไรประมาณนั้น ลองศึกษาดูครับ

3. ผมลาก Trend ใหญ่ของหุ้นแต่ละตัวใน SET 50 มาให้ดู ว่าภาพใหญ่ของหุ้นแต่ละตัว วิ่งไปทางไหน "พอคุณเข้าใจภาพใหญ่ มันก็จะง่าย ในการวิเคราะห์ต่อไป ... เช่น คุณจะสามารถรู้ว่า การขึ้นที่พุ่งขึ้นไปแรงๆ มันหลุด Trend หรือไม่ ถ้ามันยังอยู่ใน Trend ใหญ่ ก็แสดงว่า "มันไปต่อได้" --แต่ถ้ามันขึ้นหลุดจาก Trend ใหญ่ "คุณก็คาดเดาได้เลยว่า ยังไงหุ้นตัวนี้ ก็ต้องมีการปรับฐาน ก่อนขึ้น" ...(ให้พยายามเอาหลักของธรรมชาติ เข้ามาวิเคราะห์แล้วคุณจะเข้าใจการขึ้นลงของราคาและ Trend)

4. ผมยกตัวอย่างของการ นำระบบในการ Trade มายกตัวอย่างให้ดู (อย่างที่ Link มาให้ดู ก็คือ เอา "MACD Trading Sysytem" มาให้ดูเป็นตัวอย่าง)...วิธีนี้ เป็นการใช้ Program Technical อย่าง Metastock มาใช้เป็นกรอบ ในการซื้อขายนั่นเอง

เอาเป็นว่า ก็ลองศึกษาดูครับ เริ่มจากพื้นฐาน แล้วก็ค่อยๆดู Trend จากนั้น ก็ค่อยมาดูสัญญาณการซื้อขาย

...ไว้เดี๋ยว S2M Center เสร็จแล้ว เราจะเปิดคอร์สสอน ลงลึกในเครื่องมือต่างๆ ..ใครสนใจเดี๋ยวจะแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับ Investing Course ของ S2M เร็วๆนี้ครับ

(เอ๋อ!! ว่าแต่ใครสนใจเรียนในเรื่องไหนเป็นพิเศษ ก็เขียน comment มาใน Facebook ของผม "เดี๋ยวทางทีม S2M เรา "จัดให้!!" ครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

จุดเปลี่ยนประเทศไทย "ไปกับผม" ..(ณ 14 ตุลา 2010 )!!



ออกตัวก่อนว่านี่ไม่ใช่ประเด็นการเมือง!!

ผมได้คำถามมามากมายจากเพื่อนๆใน Facebook ของผม "ประเทศไทยจะถึง 1,000 จุดหรือไม่ .."จริงๆอันนี้ไม่น่าจะเป็นคำถามเพราะมันถึงแน่นอน" ..แต่ว่าถึงแล้วจะร่วง หรือถึงแล้วจะผ่านไป ..."ฮึม !! อันนี้ก็ไม่ใช่คำถาม ..เพราะมันทะลุแน่นอน-- แล้วมันจะไปอีกไกล (แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องรีบซื้อหุ้น ..ผิดประเด็นอย่างแรง)"

ถามว่าอะไรคือจุดที่ทำให้ผมมองเช่นนี้

1. "กรณ์พันจุด" นโยบายที่วางกรอบโดยเซียนหุ้นอย่างคุณกรณ์ย่อมส่งผลดีต่อตลาดหุ้น สังเกตได้ว่า "เศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่หุ้นวิ่งเอาวิ่งเอา แถมวิ่งทุก Sector ซะด้วย..อันนี้น่าสนใจ" ..มาตรการณ์ล่าสุด สกัดค่าเงินแข็ง โดยการ บีบให้ฝรั่งโยกเงินจาก Bonds เข้ามาตลาดหุ้น ก็น่าจะเป็นหมากที่วางให้เกิด การทะลุ 1,000 จุด

2. (จากกราฟ..ภาพใหญ่ในมุมมองของ Technical )
เส้นที่ 1 หมายความว่า ตลาด SET ได้ผ่านจากขาลงตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ..จากนั้นตลาดได้ขึ้นลงสร้างปราการแนวรับที่สำคัญที่เส้นที่ 2 จะเห็นได้ว่าแม้ Sub-prime ที่ทั่วโลกพูดกันว่าจะรุนแรง ก็ไม่สามารถทะลุแนวรับเส้นนี้ได้ ...เส้นที่ 3 และเส้นที่ 4 ตลาดเราผ่านอย่าง ซิวๆ จนแทบไม่ต้องเอ่ยถึงแนวต้านนี้เลย ... ทุกแนวต้านที่ผ่าน มันก็จะกลายเป็นแนวรับ "ใช่เส้นที่ 4 ที่ 900 จุด ได้กลายเป็นแนวรับที่สำคัญไปเสียแล้ว" ...เส้นสุดท้ายที่ต้องผ่านคือ เส้นที่ 5 ที่ 1,000 จุด ตรงนี้ถ้าผ่านได้ มันย่อมวิ่งไปแตะ 1,200 จุดได้อย่างไม่ต้องสงสัย!!

3. วันก่อนมีการ IPO ของ UAC หุ้นพุ่งเกิน 100% ในเวลาเพียง 2 วัน "จุดนี้หลายคนออกมาถามว่า ทำไมเขาขายหุ้น IPO ถูกจัง" ..(ไม่ใช่เลย!!) ไม่มีเจ้าของคนไหนจะยอมขายหุ้นตัวเองถูกๆหรอกครับ .."จริงหุ้นมันไม่ถูก แต่เนื่องจากหุ้น IPO ไม่มี History ราคาย้อนหลัง --ดังนั้นจะปั่นไปเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเอะใจ ดูอย่าง BLA กับ IVL (สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ จากนี้ไป จะมีบริษัทอีกมากมายที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ..และแน่นอนทุกตัวจะปั่นเล่นกันเป็นพลุแตก) ..แต่ขอเตือนไว้อย่างว่า พวกนี้ไม่ได้ราคาถูกอย่างที่ทุกคนคิด (อ่านงบการเงินดีๆ แล้วคุณจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูด)

4. จากข้อ 3 เมื่อมี Supply หรือบริษัทใหม่ๆ เข้ามาสร้างความคึกคักในตลาด ย่อมสร้างให้เกิดความน่าตื่นเต้น ..ยิ่งตื่นเต้น หุ้นยิ่งพุ่ง ..หุ้นยิ่งพุ่งบริษัทที่ดีๆ ก็ยิ่งอยากเข้ามาจดทะเบียน --จุดนี้ Win-Win และจะส่งผลให้เกิด The Greatest Bull ของตลาดหุ้นไทย หรือ เรียกได้อีกครั้งว่า " The Asian Miracle 2 นั่นเอง"

5. "ฝรั่งหัวดำ" ..มันคือใครฟะ!! ก็คนรวยๆบ้านเราที่ขนเงินไปฝากต่างประเทศ อยู่ในสกุลดอลล่าห์นี่แหละ --ตอนนี้ดอลล่าห์อ่อนค่าไปเรื่อยๆ "ถ้าคุณเป็นฝรั่งหัวดำ คุณจะทำอย่างไร" (ไม่ยาก!! คุณก็ต้องโยกเงินกลับมาซื้อเงินบาทน่ะซิ หรือ ไม่ก็ไปลงทุนในทอง หรือ Commodity ..และอย่างน้อยตลาดหุ้นที่ร้อนๆ ก็เป็นอีกแหล่งดึงดูดเงินเหล่านี้ให้เข้ามาคึกคักอีกทาง อย่างแน่นอน)

6. รัฐบาล (ภายใต้มือเศรษฐกิจ กรณ์พันจุด) เขาอ่านกราฟเป็น!! และนี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไมเขาต้องทำทุกอย่างให้ตลาดหุ้นทะลุเลย 1,000 จุดให้ได้ ..อย่างตอนนี้ที่บอกว่า "ค่าเงินบาทอ่อน" จะให้ PTT ลงทุนขนานใหญ่ จุดนี้เป็นการก้าวกระโดดอีกขั้นของ PTT Group อย่างแท้จริง (เพราะถ้ามันเลยพันจุด คุณไปรอที่ 1,200 จุดได้สบายๆเลย ฮ่า ฮ่า) ..แต่ถ้ามันไม่ผ่าน ก็ ฮ่า ฮ่า ซวย!! --"แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะกรณ์พันจุด ยังอยู่ (เราก็ยัง ซิวๆครับ)"

กลับมาประเด็นที่หลายคนกลัวตกรถไฟขบวนนี้ ถ้ายังไม่ได้ซื้อหุ้น "ไม่ต้องกลัวหรอกครับ ..ตลาดหุ้นไม่ใช่จรวด ดังนั้น มันจะขึ้นแล้วย่อ เพราะคนที่ต้นทุนต่ำเขาจะทำกำไร ..ถ้าเราฉลาดพอมันย่อเราก็เข้า จากนั้นพอมันขึ้นไปถึงอีกช่วง เราก็อยากทำกำไร (อ้า!!) จากนั้นไอ้พวกแรก ที่มันขายไปก็ทนไม่ไหว ก็จะกลับเข้ามารับที่เราปล่อยออกมา .."เป็นวัฏจักรอย่างนี้ ขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ"

จะว่าไปแล้ว จะเล่นยาวเลยน่าจะกำไรสุด แต่คงมีคนไม่กี่คนหรอกครับที่สามารถทน วิธี Buy & Hold ได้ เพราะ "คุณต้องใจเพชรจริงๆ ..มันยาก!!"

...ถ้าให้ผมแนะนำ คุณก็ศึกษา รอบการขึ้นให้ดี (เอากราฟใหญ่มาดู..คุณจะเห็นหุ้นมันขึ้นเป็นรอบๆ "นั่นแหละพยายามทำความเข้าใจรอบของมัน แล้วคุณจะรวย!!") --- คุณก็เข้าซื้อเมื่อหุ้นมันย่อลงมานิ่ง จากนั้นก็ถือตามขึ้นไปแล้ว ขายทิ้งเป็นรอบๆ "ซื้อถูกขายแพง ไปเรื่อยๆ ..."

แต่อย่าเล่นตรงข้ามนะครับ "ไอ้แบบที่ว่า เห็นหุ้นขึ้นแล้ว โดดตามกลัวตกรถ ..พวกนี้ "ติดดอย" ทุกรอบ ฮ่า ฮ่า ..ระวังให้ดีครับ!!"

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"หนังสือ แกะรอยหยักสมอง(ภาค 2)" ใกล้คลอดแล้วครับ !!


ช่วงนี้ผมกำลังสุ่มเก็บตัว เพื่อเตรียมออกหนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน ภาค 2" อยู่ (จึงอาจไม่ได้เขียนบทความลง Blog ในช่วงนี้) ..."นี่ผมเอาตัวอย่างปกของหนังสือ มาให้ดูกันครับ" (ตอนนี้คลอดแต่ปก ส่วนเนื้อหากำลังจะตามมา.. ฮิ ฮิ)

รับรองความเข้มข้น ต้องไม่แพ้เล่มแรกแน่ๆ .."เอาเป็นว่า ภาค 2 นี้ผมขอฟันธงเศรษฐกิจ หุ้น การลงทุน และแนวโน้มตลาดหุ้นให้ถึงพริกถึงขิง!!" จุดเด่นของผม อาจเป็นข้อมูลที่ผมศึกษาเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยอย่างมหาศาล ทั้งข้อมูลจากสื่อ, Magazine ,หนังสือทั้งใน และต่างประเทศมากมาย รวมทั้งข้อมูลภายใน (ฮึ ฮึ ..มันจึงเป็น The Little Black Book ไงครับ เฮอะ ๆๆ )

ขอบอกจุดเด่นอีกข้อที่หนังสือผม จะต่างจากนักวิเคราะห์ทั่วไป "เพราะผมทำจริง ผมลงทุนจริง อย่างหุ้นที่ผมยกตัวอย่างใน "หนังสือ แกะรอยหยักเล่มแรก" ก็เป็นหุ้นที่ผมเลือกแล้ว ลงทุนจริงๆ --จะเห็นได้ว่าใครที่อ่านแล้วลงทุนตาม ก็ยิ้มแย้มไปตามๆกัน (เอาเป็นว่า ผมแนว จา พนม "เล่นจริง เจ็บจริง ..ไม่มีมั่ว")

จากหนังสือเล่มแรกถึงเล่ม 2 ..มันเป็นการเดินทางที่มันส์ เพราะผมได้พบกับนักลงทุนเก่งๆมากมาย ที่เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง ทำให้พัฒนาปัญญาอันกระจิ๊ดริดของผมยิ่งนัก ...วันนี้ผมเชื่อว่ามุมมองในเรื่องของการลงทุน ที่ถ่ายทอดมาใน หนังสือ แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน ภาค 2 นี้ -- "ผมเชื่อว่าเป็นมุมที่ มองขาด และกลั่นจากการวิเคราะห์ มาเป็นอาหารสมอง และ เครื่องกระซับความมั่นใจ ..เพื่อเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนๆนักลงทุน สำหรับตะลุย ตลาดหุ้นในยุค Super Bull Market!! ของไทย (จะเดิน รวย ไปด้วยกัน ว่างั้น!!.."อย่าแอบรวยคนเดียว..เซ็ง")

"ถูกต้อง!!" จากข้อมูลที่ผมศึกษา มันชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้น ณ ระดับที่เราเห็นๆ เป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" ของ Super Bull Market ของเอเชียรวมทั้งประเทศไทย (อย่างที่ผมได้เกริ่นมาก่อนหน้านี้แล้ว ในแกะรอยหยักภาคแรก ถึงการเกิดของ Asian Miracle 2 )

แต่ความน่ากลัวมันไม่ได้อยู่ที่ตลาดจะขึ้นหรือไม่ "มันขึ้นแน่นอน!!" แต่มันไม่ได้ขึ้นเหมือนจรวด มันขึ้นแบบฟันปลา "ขึ้นไปตบหน้า นักลงทุนไป ..หลอกให้ขายหมูบ้าง หลอกให้ติดดอยบ้าง ระหว่างทาง" และนี่คือความไม่ธรรมดาของ Super Bull Market ในครั้งนี้ (เล่นแบบไหนดีล่ะ!! -- ฮึ ฮึ ..ขอเฉลยในหนังสือละกัน)

"แกะรอยหยัก 2 " เล่มนี้ผม กะจะวางขายใน SE-ED (ซึ่งต่างจากเล่มแรก ที่ผมขาย Exclusive เฉพาะใน web "stock2morrow" ..."เอาเป็นว่า แล้วเจอกันในแผงหนังสือ SE-ED สำหรับ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน ภาค 2"...เร็วๆนี้ (แล้วเจอกันครับ)

ปล. เอ๋อ!! ใครยังไม่ได้อ่าน "หนังสือ แกะรอยหยักภาคแรก" ของผม ก็สามารถ

คลิ๊กสั่งได้ที่นี่นะครับ (สั่งส่งถึงบ้าน)
(อันนี้หนังสือ แกะรอยหยักสมองภาคแรก "ขายเฉพาะในเว็บ S2M เท่านั้น" เหมาะเป็นของขวัญสำหรับคน ที่ต้องการพิชิตตลาดหุ้นในยุค Asian Miracle 2 นี้แล --- "อ้าว!! คลิ๊กสังเลยครับ")

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เบื้องหลังการ Set up "S2M Center" ศุนย์กลางนักลงทุนรายย่อย ที่ทำกำไรกันไม่ย่อยนะ!!


เบื้อง หลังการ Set Up "S2M Center..เหนื่อยโคตร!!" แต่มันส์แน่ๆ..สำหรับร้านกาแฟแนวใหม่ ที่เอาไว้ปั้นหุ้น (เอ็ยไม่ใช่!! เอาไว้เป็นศูนย์รวมทางปัญญา และข้อมูล ที่เราไปสรรหา นักลงทุนรายย่อยที่เก่งๆ จากทั่วสารทิศมาร่วมแบ่งปันความรู้ ทั้งทางกระทู้ S2M งานสัมมนา และหนังสือ ..เรียกได้ว่า ต่อไปนี้ นักลงทุนรายย่อย "คุณไม่ต้องเดินคน เดียวอีกต่อไป คุณมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง และผู้มีประสบการณ์ มาร่วมเดินไปกับคุณ"

ภายใต้ Slogan ของ S2M เราก็คือ "ยิ่งให้ ยิ่งได้" ...แน่นอนเป้าหมายของนักลงทุนทุกคนคือ "เงิน" แต่มันจะเป็นอะไรที่ไร้รสชาติ (เซ็งเป็ด)มากๆ หากเราต้องเดินทาง ในทางเดินมืด อยู่คนเดียว (นั่นแหละการลงทุน "ทางเดินมืดๆ เหงาๆ")

-- ผมและป๋ากึ้ง ได้ "จัดกลุ่มเรียนรู้" ออกเป็นสองแนวทาง คือ นักลงทุนพื้นฐาน และก็ นักลงทุน Technical ...อย่างไรก็ตาม เราใช้สูตรแยกกันเดิน รวมกันตี (ฮ่า ฮ่า) เพราะท้ายที่สุด ก็ต้องรวมกันตีอยู่ดี มันเป็นวิถีหมัดเมา ที่สร้างนักลงทุนมานักต่อนักแล้ว

ความฮามัน อยู่ที่ครั้งนี้ คุณไม่ต้องรอให้ Buffett หรือ Soros ประสบความสำเร็จก่อน แล้วเขาค่อยมาเล่าให้คุณฟัง แต่ครั้งนี้ (แต่น แต้น!!) เราจะพาคุณเดินไปกับ นักลงทุนล่าฟัน ผู้มีลีลาเฉพาะตัว ที่เราคัดแล้วว่า "เขาคือ The Star คนต่อไป (เอ๋อ!! ไม่ใช่หลิงปิงนะ ฮ่า ฮ่า)"

ถูกแล้วครับ S2M Center จะเอานักลงทุนเก่งๆ เอามา Reality Show ให้เพื่อนๆ เดินทางไปด้วยกันเลย (Reality AF สุดๆ).... "นักล่าฝัน ในโลกการลงทุน"

เอ๋อ!! ว่าแต่พี่ครับ หึ หึ ...มันจะสนุกไหมเนี่ย (ไม่รู้ว่ะ แต่ "มันแฉเส้นทาง การสร้างตัว ของนักลงทุนที่มี Potential "ผมว่ามันส์หยดนะ!!")

โอเค!! ไว้เดี๋ยวพบกันที่ S2M Center เร็วๆนี้ ....


"ป๋ากึ้ง" ของเรา "เหนื่อยสุดๆ!!" กว่าจะเป็น S2M Center (ศูนย์รวมสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ไม่ธรรมดา ฮ่า ฮ่า เพราะมันเป็น Cafe + การลงทุน "เจ้มจ้น!!")


เจ้าหนุ่ม Wizard Kid โผล่มาคุยกับถึง หนังสือลับ "คำสารภาพของ Day Trade" (มันจะเป็นหนึ่งในหนังสือ โฉดสำหรับขา Day Trade ที่พลาดมิได้เลย... เพราะเจ้าหนุ่ม Wizard Kid จะมาแฉแผนโฉด โหด มัน ฮา ว่าทำไม ผู้ชนะในตลาดถึงชนะดักดาน ชนะมันอยู่นั่นแหละ ..ส่วนพี่เม่าก็เม่าซ้ำซาก) ...อดในรอสักนิด คอหุ้น ได้อ่านกันแน่!!


ว่าแล้ว... เจ้าหนุ่ม Wizard Kid ก็มาแอ็คโฉด ถ่ายรูป (ในขณะที่ผมกับป๋ากึ้ง กำลังขมักเขม้น คุยกับสาวนัก Trade คนใหม่ ที่ประสบการณ์ไม่ย่อย เพราะหลังจากเป็น Mar มานาน ..วันนี้ผันตัวมา Manage Fund ซะงั้น)..."รอพบกับ Coffeetrader ที่จะเข้ามาสร้างสีสรรค์ให้ชุมชนของเรา เร็วๆนี้!!"

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Get rich slow!! แบบ Buffett ...ตอนจบ "ทำไมต้องรวยช้าล่ะ"


บทความนี้ขอตอบข้อข้องใจ สำหรับ "Get rich slow!!" ซึ่งฟังดูน่าเบื่อ แต่จะว่าไป มันคล้ายๆกับ นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า "การลงทุนในความเป็นจริงแล้วมันเป็น Process และการเดินทางที่ยาวนานมาก แต่แปลกมากที่คนส่วนใหญ่พยายามเร่งสปีดให้เร็วที่สุด ..สุดท้ายแรงหมดกลายเป็นกระต่าย"

ประเด็นนี้ ผมว่าหลายๆคนเถียงอยู่ในใจว่า "ไม่จริงหรอก การที่เราวิ่งเร็วตลอดทาง ก็สามารถทำได้ เพราะเดี๋ยวนี้มันมี กระทิงแดง ...ดังนั้น (ผมสามารถตาสว่าง ถ่างตาวิ่งสุดแรง ตลอดระยะเวลาการลงทุนชั่วชีวิต ที่ท้ายสุด ไปตายหลังเส้นชัย เนื่องจาก "ใจขาด" ...หุ หุ ) "น่าสมเพศจริงๆ"

ผมว่าประเด็นเรื่องของ "เวลา" มีความลึกในตัวของมันเอง ... เกือบทุกคนต้องการสำเร็จ ไวไว เพื่ออะไร ..ก็เพื่อจะได้สบายไม่เครียด เพราะรวย (จริงหรือ) ..."การที่คุณมีเป้าหมายที่ยาวไกล แน่นอน การลงทุน มันเปรียบเทียบได้กับการเดินทาง ในระยะทางไกลๆ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน รวมทั้งความอดทน

เรามีพาหนะอยู่มากมาย ที่จะสามารถพาคุณไปยังจุดหมาย สมมุติคนนึงเลือกเดิน/ อีกคนเลือกการวิ่ง/ อีกคนเลือกการขี่จักรยาน/ อีกคนเลือกการขี่มอเตอร์ไชด์/ อีกคนเลือกขับรถ ...จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรถูกผิด --ก็เหมือนคุณเลือกวิธีการในการลงทุนที่แหละ คุณจะเป็น Day Trade ,เป็น Value Investor หรือ จะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ คุณชอบพาหนะนั้นๆจริงหรือเปล่า ...เพราะแน่นอนเมื่อระยะทางไปถึงเป้าหมายมันไกล คุณก็ต้องอยู่บนพาหนะนั้นๆเป็นเวลานาน (มาก)

"ความเสี่ยง" ในแต่ละพาหนะที่คุณเลือก ก็แตกต่างกันออกไป ...จุดดีจุดเด่นก็ต่างกัน ..บางคนบอกว่า การเดินกับขี่จักรยาน ห่วยแตก แต่คุณลืมนึกไปว่า คนที่เดินและขี่จักรยาน เขาสามารถ enjoy และได้พบประสบการณ์ใหม่ๆ และรายละเอียดของการเดินทาง ที่คนขี่มอเตอร์ไชด์ และขับรถยนต์ไม่เคยสัมผัสเลย

บางคนขับรถเร็ว แต่ดันไปคว่ำตายก็มีเยอะ เพราะยิ่งคุณเดินทางเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะเกิดอุบัติเหตุก็สูงตาม (ซึ่งจุดนี้ไม่มีใครหนีพ้น แม้แต่มืออาชีพก็ตาม ...มันคงเป็นเรื่องตลกมาก ถ้าคุณจะบอกใครๆว่า "ผมขี่จักรยาน ไม่เคยล้มเลย ตั้งแต่วันแรก ..เพราะนั่นหมายถึงคุณยังขี่มันน้อยเกินไป หรือเปล่า ..เพราะไม่มีใครไม่ล้มหรอกครับ "มั่ว!!" "ขี้โม้!!"

ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรวยเร็ว อยากเป็น Young Rich & Successful แต่ลืมนึกไปว่า พอถึง เส้นชัยแล้ว คุณจะหยุดเดินทางหรือ!! คงไม่มีใครอยากรวยสุด และ Retire ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อที่จะนั่งแคะขี้มูกเฉยๆอยู่กับบ้าน (ชีวิตคงไร้ค่าสิ้นดี)

ชีวิตที่จริงแล้ว ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย (เมื่อคุณถึงจุดสุดยอด!!(โอ้ว)-- คุณก็เซ็งทันที ..ดังนั้น ยืดช่วงเวลา...นั้น ให้นานเท่านาน) และนี่คือความสุขของชีวิต มันคือทางที่เรากำลังเดินต่างหาก

คนรวยสุดๆอย่าง Bill Gates หรือ Buffett เมื่อถึงจุดสูงสุด ก็เริ่มเดินทางมาในสายของ "การให้" ..แต่มันจำเป็นหรือ ที่คุณจะต้องรอให้คุณสำเร็จสูงสุด ก่อนที่คุณจะเป็น "ผู้ให้" ได้

ผมเชื่อว่า แต่ละคนมีจุดเด่นในแต่ละอย่าง ที่สามารถ แบ่งปัน ..โดยเฉพาะความรู้ และปัญญา ยิ่งคุณให้ คุณก็ยิ่งได้

"ยิ่งให้ ยิ่งได้" นี่คือ ความสำเร็จอย่างแท้จริง ...ทำมันเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วทางเดินของคุณจะเต็มไปด้วยการแบ่งปันและความสุข

S2M Center อ่าฮ่า!! ใครชอบถ่ายทอดความรู้ (แลกเปลี่ยนมุมมอง) ในเรื่องของธุรกิจและการลงทุน ..เข้ามาร่วม ถ่ายทอดกับเรา

"ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้ ...ลองแล้วคุณจะรู้!!"

Get rich slow!! แบบ Buffett ...ตอนที่ 2 เลือกหุ้นยิ่งเซ็ง ยิ่งกำไร


ข้อคิดเพิ่มเติมจาก Buffett (นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล) ดังนี้

"ซื้อหุ้น Low-Tech ไม่ใช่ High Tech" ไอเดียนี้เป็นสิ่งที่ Buffett แนะนำ เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์ Innovation ต่างๆ มักจะไม่ได้ให้รางวัลแก่คนประดิษฐ์ หรือ คนลงทุน แม้ในความเป็นจริงมันได้สร้างประโยชน์อย่างมหาศาลแก่มวลมนุษย์ก็ตาม

Buffett ยกตัวอย่างประเด็นนี้เหมือนการเลือกภรรยา คุณจะเลือกเที่ยวกับคนฟู่ฟ่า(เพราะมันทำให้คุณตื่นเต้น หรือตื่นตูมในช่วงเวลาสั้นๆ ...One Night Stand ฮ่า ฮ่า)... แต่คนที่คุณเลือกเอามาเป็นภรรยากลับเป็นผู้หญิงอีกแบบนึง ...ซึ่งแน่นอน ธุรกิจ Innovation ที่ซับซ้อนสามารถสร้างความหวือหวาได้ในระยะสั้น แต่โอกาส "แป๊ก" มันก็สูงตาม

"อย่าลงทุนแบบหว่าน--- ให้ Focus" คือ การลงทุน คุณต้องรู้จักหุ้นตัวนั้นๆเป็นอย่างดี เพราะการหว่านลงไป เป็นการทำให้ผลตอบแทนน้อยลง อีกทั้งคุณยังไม่สามารถ Focus ในหุ้นตัวใดๆได้ดีเลย ...การลงทุนที่ดีในมุมของ Buffett คือ ให้คุณเลือกกิจการที่คุณชอบ แล้วก็รอ ...รอจนหุุ้นตัวนั้น มันราคาถูก (เพราะธุรกิจย่อมมีวิกฤตอยู่เสมอ..ดังนั้น คุณจึงมีโอกาสซื้อหุ้นถูกได้เสมอ เพียงแต่คุณต้องรู้จัก "รอ")

"ฝึกความนิ่ง" Buffett บอกว่า "No move is a good move if you already own the right stocks" คือ ถ้าคุณซื้อหุ้นที่ดี ในราคาที่ใช่ "ไม่มีเหตผลที่คุณจะต้องซื้อๆขายๆ ..สู้อยู่นิ่งๆรอให้ หุ้นตัวนั้น ราคาวิ่งขึ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ย่อมได้กำไรมากกว่า ...ประเด็นที่ Buffet ชี้คือ Hidden cost คือราคาแฝงที่เรามองข้ามเช่น ค่า Broker Fee

"อย่าดูราคา" ฟังแล้ว งง Buffett เชื่อว่า การที่คุณอยู่หน้าจอดู Ticker ราคา มันทำให้อารมณ์คุณผันผวน และมันจะทำให้คุณมีโอกาสสูงในการจะซื้อหรือขาย(ด้วยอารมณ์) โดยไม่จำเป็น ... ข้อเตือนใจที่ Buffett กล่าวไว้คือ คุณควรศึกษาสนามแข่ง ไม่ใช่ดูแต่ Scorecard (โดนมาก!!)

"เวลาตลาด Crash ไม่ใช่เวลาสำหรับหนีตาย แต่เป็นเวลาที่คุณควรวิ่งเข้าซื้อต่างหาก"

Buffet มักชอบพูดถึง Mr.Market และก็ Margin of safety แต่หลักสำคัญก็คือ คุณต้องเข้าใจอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด เพราะเมื่อใดที่คนในตลาดแสดงความโง่เขลา ..มันเป็นช่วงเวลาที่คุณควรทำตัวให้ฉลาดที่สุดนั่นเอง "ซื้อเวลาคนอื่น แย่งกันขาย" (Be Fearful When Others Are Greedy and Greedy When Others Are Fearful !!)

"คนส่วนมากมักชอบอ่าน ประวัติของผู้ที่สำเร็จ" --- แต่ Buffett ชอบศึกษาความผิดพลาดของคนอื่น เพื่อที่ตัวเองจะได้เตรียมป้องกันได้

ช่างเป็นแนวทางที่น่าเบื่อจริงๆ ---- แต่มันก็เป็นแนวทางที่สร้าง นักลงทุนที่รวยที่สุด และสำเร็จที่สุดตลอดกาล อย่าง Warren Buffett (เป็นวิธีการที่ดูง่าย แต่ทำยาก ...จึงมีน้อยคนที่สามารถทำได้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า คนน้อยคนเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จอย่างขีดสุดในการลงทุน "ก็เพราะเขาสามารถทำเรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีใครทนทำได้นั่นเอง" ....อึด!!

คุณล่ะ "อึดพอไหม"

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Get rich slow!! แบบ Buffett ...ตอนที่ 1 รวยช้าๆ..มันน่าสนตรงไหน


วันนี้ว่างๆ เลยเอาหนังสือ Buffet มาย่อยดู ...หนังสือ เล่มนี้ "How Buffett Does it" เผอิญ "ป๋ากึ้ง ซื้อมาฝากจากสิงค์โปร์ Trip" เพราะเฮียแก เห็นว่าผมชอบแนวทางของ Buffet แถมตลาดตอนนี้ เริ่มมีภาพขาขึ้นในภาพใหญ่ที่ชัดเจน ...เลยทำให้แนวทาง Buffett มันเริ่มชัดขึ้น ชัดขึ้น (แต่บางคน กลับมองว่า มืดลง มืดลง เพราะตลาดหุ้นบ้านเราเน่ามาตลอดสิบกว่าปีแล้ว แถมไม่ชอบเลขกลมซะด้วยซิ สังเกตได้ว่า รายย่อยปล่อยของออก ตอนนี้เทหุ้นกันเกือบหมด Port ไม่รู้จะเข้าหลัก Demand & Supply หรือเปล่า)

ขยายความกันเต็มๆ ว่า "ตอนนี้รายย่อย ขายทิ้งเอา ทิ้งเอา แต่ตลาดกลับขึ้นสวน ..รึว่า รายย่อยกำลังรู้อะไรที่ รายใหญ่ไม่รู้่ (ชักน่ากลัว ซะแล้วซิ) "ผมประกาศเลย ถ้ารายใหญ่คนไหน ได้มีโอกาสผ่านตา บทความผม จงไปซื้อเสื้อหนาวมาใส่ ..."หนาวแน่!!" ...เอ๋อ!! ว่าแต่ยังไม่รู้ว่าใครจะหนาวกันแน่ ฮิ ฮิ

จากประเด็นหนักๆ กลับมาประเด็นเบาๆ อย่าง Buffett กันดีกว่า (ในหนังสือเล่มนี้ อ่านค่อนข้างง่าย เพราะคนเขียนย่อย แนวคิดของ Buffett ออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้)

1. เลือก "ความง่าย" การเล่นหุ้นจริงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หุ้นขึ้นก็เพราะคนส่วนใหญ่อยากซื้อ ..หุ้นตกก็เพราะคนส่วนใหญ่อยากขาย --- "ไม่รู้จะคิดให้มันซับซ้อนทำไม ...ยิ่งซับซ้อนยิ่งมั่ว !!" คือ Buffett เชื่อว่า ธุรกิจที่น่าลงทุนคือ กิจการที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่ซับซ้อน อย่างตัวอย่าง Enron หรือ Lehman Brother มี Complex Derivative , Complicate Warrant /Super Over Option!! เอามารวมกันออกมาเป็น "Bull Shit และก็ เจ๊งบ๊ง อย่างที่เห็น" เอาง่ายๆ เช่น แบบขายของชำ , ซื้อน้ำมันมาแล้วขายไป ..ดีกว่า อิ อิ (อย่าง Buffet จะเลือกธุรกิจที่เข้าใจง่ายเช่น Coke , Gillette , หนังสือพิมพ์, บริษัทประกัน -- ยิ่งยากยิ่งมั่ว โอกาสเสียเงินก็สูงตาม)

2. "ตัดสินใจด้วยตัวเอง" ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะถ้าคุณ ตัดสินใจเอง "คุณต้องทำการบ้าน ..ต้องศึกษาธุรกิจนั้นๆอย่างแท้จริง" ซึ่งต่างกับ "แห่ซื้อตามคนอื่น ..มันง่าย คุณไม่ต้องศึกษาอะไร --เขาแห่อะไร เราแห่ตาม (ไทยมุงน่ะ)"--- พวกนี้สุดท้าย "เจ๊งเสมอ"

3. "ควบคุมอารมณ์ (ฟังดูเปี่ยว แต่ไม่ใช่อย่างนั้น!!) ตลาดหุ้น อย่างที่ทราบกันว่า ขับเคลื่อนด้วย Greed & Fear ดังนั้น ถ้าคุณสามารถควบคุมอารมณ์ได้ คุณจะเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น "ในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุน หากคุณหยุดอยู่นิ่งๆ คุณจะเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมด" ...อ้าว++แล้วถ้าไฟกำลังไหม้อยู่ล่ะ คุณก็ซวยอะดิ (เอ๋อ!!ว่าแล้ว แล้วพี่ ดัน"เสร่อ"ไปนั่งอยู่ในกองไฟทำไมล่ะครับ ..ก็เลือกหุ้นที่มันพื้นฐานดี กิจการไม่ซับซ้อน กำไรมั่นคง แค่นี้คุณก็ไม่อยู่ในกองไฟแล้ว --- จุดนี้ฟังดูง่าย แต่ทำยาก เพราะหุ้นที่ดี ในขณะที่คนส่วนใหญ่ ชุลมุน คุณจะรู้เลยว่า นั่นคือ โอกาสในการเข้าซื้อหุ้นดีในราคาถูก (ดังนั้น ถ้าหุ้นดี !! คุณจงวิ่งเข้าซื้อ ในขณะที่คนอื่น กำลังเทขาย) ..แต่ถ้าหุ้นเน่า "คุณซื้อไปคนเดียวละกัน ผมไม่เอาด้วยครับ ..อิ อิ อิ"

(คำเตือนของ Buffett อันนึงที่ Classic มากคือ "Don't buy a stock if you cannot it losing half its value" ..คือ ถ้าคุณทนเห็นหุ้นที่คุณซื้อ ราคาตกไปกว่าครึ่งไม่ได้ คุณอย่าซื้อหุ้น ...Buffett บอกว่า คุณไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกินดีกว่า) ฮ่า ฮ่า ...ตัวอย่าง สุดยอดของ Buffett คือ หุ้น Washington post หลังจากที่เขาซื้อหุ้นนี้หนึ่งปี ราคาหุ้นตกไปต่ออีกครึ่งนึง (แต่ Buffett ไม่ได้ขายซักหุ้น) จากนั้น 30 ปีต่อมา หุ้นตัวนี้ ราคาเพิ่มขึ้นจากจุดที่เขาซื้อครั้งแรก 100 เท่า "นี่คือความไม่ธรรมดา.. Value Investor ต่างจากคนธรรมดาตรงความมั่นใจในตัวเองอย่างสุดโต่ง ดังนั้น การที่ Buffett มองว่า Washington post ราคาถูก ถ้าหุ้นมันตกลงไปกว่าจุดที่เขาซื้อ แสดงว่ามัน "ยิ่งโคตรถูก" ---ดังนั้น ถ้าเขาหาเงินมาได้เพิ่ม เขาก็ควรซื้อหุ้นนั้นเพิ่ม ไม่ใช่ขายตามคนอื่น

ประเด็นคือ สิ่งที่ Value Investor เมืองไทย ..ดร.นิเวศน์ ทำในปี 2008 คือหุ้นที่เขาซื้อ กลับราคาถูกลงไปอีก สิ่งที่ ดร.นิเวศน์ทำคือ เขาใช้ Margin (ซึ่งโดยปกติเขาจะไม่เคยใช้ margin เลย) แต่ด้วยความมั่นใจอย่างสุดโต่งว่า ช่วง Sub-prime หุ้นที่เขาถือ มันถูกลงไปอีก "เขาก็ใช้ Margin เต็มจำนวน ซื้อหุ้นเพิ่มเข้าไปอีก .."ในที่สุด (เขาก็รวย!!) เพราะ Port ของเขาจากที่มีหลักร้อยล้าน ก็กลายเป็นพันล้านหลังจากนั้นไม่นาน "นี่แหละ มั่นใจสุดโต่ง ..หุ้นมันถูก ถ้าถูกกว่าเดิม "มันโคตรถูก" ดังนั้น ซื้อ ซื้อ ซื้อ !!

4. Patient (แปลตรงๆว่า "อึด") Buffett ถามด้วยความยียวนว่า คุณเคยเห็น Day Trade หรือ นักเก็งกำไร คนไหนที่ ในระยะยาว ทำกำไรได้มากกว่า "ผมบ้าง" (ไม่มีเลย!!) จอร์ส โซรอสที่ว่าแน่ เก็งกำไรชนะเงินปอร์น ตีเงินบาทกระจาย แต่ไปตาย เกือบเจ๊งที่ รัสเซีย ...จนแล้วจนรอด ทรัพย์สินของ โซรอส ยังไม่ได้เสี้ยวของ Buffett ด้วยซ้ำ ...คำพูดตลกๆของ Buffett ก็คือ "ให้คิดเสียว่า หวังจากที่คุณซื้อหุ้น ตลาดหุ้นจะปิดทำการ อีกอย่างน้อยห้าปี ...(ขายไม่ได้) ฮ่า ฮ่า"

5. "ให้คิดว่า คุณซื้อธุรกิจ ไม่ใช่ ซื้อหุ้น" เมื่อคุณวิเคราะห์อย่างดีแล้ว ว่ากิจการที่คุณซื้อเป็นกิจการที่ดี มีโอกาสเติบโตในระยะยาว ..และคุณก็ซื้อมันในช่วงราคาถูก เช่น ช่วง Panic Sell หรือช่วงที่ตลาดแย่ๆ ...Buffett กล่าวว่า "ราคา" กับ "มูลค่าที่แท้จริง" ในภาวะปกติมันจะเชื่อมโยงกัน ..แต่ในช่วงที่เกิด Panic มันจะเกิดความสับสนระหว่าง "ราคา" กับ "มูลค่า" ซึ่งทำให้คนขายหุ้นออกมาในราคาถูก ทั้งๆที่หุ้นตัวนั้นมีมูลค่าที่แพง ---"และจุดนี้เองคือ จุดที่คุณควรเข้าซื้อหุ้น!!" ... แต่สิ่งที่ Buffett เตือนไว้อย่างนึงก็คือ "ธุรกิจที่คุณซื้อ จะต้องมี Value หรือมูลค่าที่แท้จริง" ยกตัวอย่าง หุ้น Dot Com ในสมัยที่ Boom มากๆ Buffett ก็ไม่เคยแตะหุ้นเหล่านั้นเลย เพราะ Buffett มองว่า มันไม่ได้มีรายได้ที่แท้จริง ดังนั้น มันไม่มีมูลค่า ..หลังจากนั้นปี 2000 Dot Com Crash "สิ่งที่ Buffett คิด ก็คือความจริง!!"

ธุรกิจที่ Buffett คือ ธุรกิจที่เข้าใจง่าย เขายกตัวอย่าง กิจการที่สิบปีที่แล้ว กับตอนนี้ ก็ยังคงทำธุรกิจเหมือนเดิม เช่น โค้ก ..นี่แหละง่าย ทำให้เราคาดเดาได้ง่ายว่า อนาคตของกิจการคืออะไร (ยิ่งง่าย ยิ่งดี)

ุ6. เลือกลงทุนในกิจการที่โดดเด่น ..."เช่น มีความได้เปรียบอย่างชัดเจน และมีโอกาสในการเติบโตในระยะยาว" ...Buffett ยกตัวอย่าง Petrochina บริษัทน้ำมันผูกขาดประเทศจีน ที่เขาซื้อไว้ตอนราคาต่ำๆ ซึ่งใหญ่พอๆกับ Exxon แต่มูลค่ากิจการกลับถูก (เอ๋!! เหมือน PTT จัง ..ฮ่า ฮ่า ฮ่า (ขำขำ)...ไม่ 400 ไม่ขาย "อย่าคิดมาก"

บทความที่ได้รับความนิยมสัปดาห์ที่ผ่านมา

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย 20 ปี "แห่ง Roller Coaster!!"

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย 20 ปี "แห่ง Roller Coaster!!"
("จัดมาให้ดูกันครับ ..น่าสนใจมาก")

"จัดให้" บทความที่ได้รับความนิยมใน Blog แห่งนี้ครับ